พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่ - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่

โพสเมื่อ 28 ส.ค. 2561 17:55:50 โดย ชฎาพร

แม้จะเป็นเรื่องยากในการดูว่าคู่สนทนาของเรากำลังพูดโกหกอยู่หรือไม่ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ในบางสถานการณ์ผู้คนอาจพูดเท็จได้ง่ายและคล่องแคล่วขึ้น หากใช้ภาษาต่างประเทศในการปั้นน้ำเป็นตัวแทนภาษาแม่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Wurzburg) ของเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Experimental Psychology โดยระบุว่างานวิจัยของตนมีผลสรุปสวนทางกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าผู้คนจะโกหกเป็นภาษาต่างประเทศได้ยาก เพราะต้องใช้เชาวน์ปัญญาคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้นกว่าการพูดด้วยภาษาแม่

มีการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครจำนวน 50 คน โดยให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่นักวิจัยกำหนดให้ ซึ่งต้องตอบทั้งในแบบที่พูดตามความเป็นจริงและในแบบที่กล่าวเท็จ ทั้งในภาษาต่างประเทศและในภาษาแม่ของตนเอง เพื่อให้นักวิจัยตรวจวัดความว่องไวในการตอบคำถาม รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และปฏิกิริยาการนำไฟฟ้าที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นขณะตอบคำถามด้วย

ผลปรากฏว่าระยะเวลาที่ใช้ตอบคำถามทั้งแบบพูดจริงและพูดเท็จในภาษาต่างประเทศนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งที่โดยเฉลี่ยการตอบคำถามแบบกล่าวเท็จจะใช้เวลานานกว่าการพูดความจริงในสถานการณ์อื่น ๆ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) ที่ทำให้ผู้พูดไม่สู้มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อภาษาต่างประเทศเท่าภาษาแม่นั้น ช่วยลดทอนภาระในการคิดวิเคราะห์ของสมองระหว่างพูดโกหกให้น้อยลง

นอกจากผลการทดลองข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะตัดสินว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาแม่ของตนเป็นความจริง มากกว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาต่างประเทศอีกด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคไร้พรมแดน โดยการใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ และการสอบสวนหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งขึ้น

More Updates

ห้องสมุดเนเธอร์แลนด์ คว้าห้องสมุดยอดเยี่ยมปี 2018

เป็นธรรมดาของทุกๆ ปี สมาพันธ์สมาคมห้องสมุดนานาชาติ หรือ IFLA (The International Federation of Library Associations) จะประกาศรางวัลห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Public Library of the Year ซึ่งสำหรับปี 2018 นั้น ห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือก คือ ห้องสมุดของเมือง เด็นเฮลเดอร์ (Den Helder) ประเทศเนเธอร์แลนด์

          เด็นเฮลเดอร์เป็นเมืองชายฝั่งและเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือ ในอดีตเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งมายาวนานหลายร้อยปี ดังเช่นในปี 1795 กองเรือดัตช์ถูกกองกำลังทหารม้าจากประเทศใกล้เคียงโจมตี หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองเด็นเฮลเดอร์ก็ถูกกองกำลังเยอรมันยึดเป็นฐานทัพ และตกเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร

          ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เมืองให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูย่านใจกลางเมืองที่เคยถูกทำลาย โดยวางแผนที่จะสร้างพื้นที่ใหม่ที่เจิดจ้ามีชีวิตชีวา ซึ่งคาดหวังว่าสามารถช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับชาวเมืองได้ด้วย แผนพัฒนาดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับบริบทของเมืองที่จำนวนประชากรกำลังลดลง และผู้คนรุ่นใหม่มีสายสัมพันธ์ที่จืดจางกับท้องทะเล

  “เมืองกำลังต้องการพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับห้องนั่งเล่น”

          ห้องสมุดเมืองเด็นเฮลเดอร์ สร้างขึ้นโดยดัดแปลงมาจากอาคารโรงเรียนที่เก่าแก่นับร้อยปี จึงใช้ชื่อว่า “School 7” เพื่อให้คงเค้าอดีตความเป็นโรงเรียนเอาไว้ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2016

          สถาปนิกใช้แนวคิด “a literacy stepping stone”[1] มาเป็นไอเดียในการออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สร้างห้องสมุดให้เป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนสามารถมานั่งอ่านหนังสือ จิบกาแฟ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารหรือ smart device ต่างๆ เพื่อท่องโลกออนไลน์ ห้องสมุดพยายามเชื่อมโยงเมืองและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นแทนที่จะวางชั้นหนังสือบังผนังด้านหน้าต่าง ก็พยายามวางเลี่ยงเพื่อให้สามารถมองเห็นวิวเมืองได้ อีกทั้งยังเป็นการเปิดรับแสงจากธรรมชาติให้เข้ามาภายใน

          ห้องสมุดออกแบบ “พรมลายไม้” เพื่อนำสายตาผู้ใช้บริการเข้าไปยังพื้นที่แบบเปิด (open space) ซึ่งเดิมเคยเป็นห้องเรียน และโชว์โครงหลังคาดั้งเดิมที่ทำจากไม้ ห้องเรียนบางส่วนถูกปรับให้เป็นห้องนั่งเล่นที่ใช้วางเก้าอี้บีนแบ็ก (Bean Bag) สำหรับเอนนอนอ่าน ส่วนบริเวณที่แต่เดิมเคยเป็นห้องส้วม 3-4 ห้องติดกัน ก็ถูกปรับให้เป็นห้องอ่านหนังสือแบบเดี่ยว ซึ่งเหมาะเจาะพอดิบพอดีทั้งขนาดที่นั่งสำหรับนักอ่าน 1 คน และบรรยากาศที่ต้องจดจ่อใช้สมาธิในการศึกษาค้นคว้า

          อาคารหลังเก่าบางส่วนนั้นไม่สามารถรองรับน้ำหนักชั้นหนังสือได้ สถาปนิกจึงออกแบบสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาใกล้ๆ กัน แล้วผสมผสานฟังก์ชั่นการเรียนรู้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากการอ่านเอาไว้ด้วยกัน เช่น โรงละครและร้านกาแฟ

 ห้องสมุดเมืองเด็นเฮลเดอร์ หรือ School 7 เป็นมากกว่าสถานที่สำหรับยืมคืนหนังสือ ผู้อำนวยการห้องสมุดกล่าวว่า พวกเขาต้องการทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าห้องสมุดเหมือนกับบ้าน ซึ่งทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้อพยพและคนต่างชาติต่างภาษา สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่ School 7 เป็นเสมือนบ้านหลังที่สาม (third place) ซึ่งจะมาอ่านหนังสือก็ได้ นั่งทำงานก็ได้ หรืออาจจะมาร่วมกิจกรรม เรียนภาษา และหลักสูตรต่างๆ แม้กระทั่งมาขอใช้บริการพื้นที่ห้องสมุดเพื่อจัดงานแต่งงาน หรือจัดปาร์ตี้วันเกิด ทุกอย่างนั้นเป็นไปได้ทั้งสิ้น ณ ที่แห่งนี้ เหตุผลเพราะพวกเขาเชื่อว่า ห้องสมุดมีบทบาทสำคัญในด้านการเป็นจุดพบปะทางสังคม ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทบาทด้านสารสนเทศและการศึกษา

          สำหรับห้องสมุดที่เคยได้รับรางวัล Public Library of the Year ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ 5 ปี ได้แก่

          ปี 2014 ห้องสมุดเครจีเบิร์น (Craigieburn Library) ประเทศออสเตรเลีย (อ่านได้ที่นี่)

          ปี 2015 ห้องสมุดคิสตา (Kista Public Library) ประเทศสวีเดน (อ่านได้ที่นี่)

          ปี 2016 ห้องสมุด Dokk1 ประเทศเดนมาร์ก (อ่านได้ที่นี่)

          ปี 2017 ไม่มีห้องสมุดที่ได้รับรางวัล

          เป็นที่น่าสังเกตว่า ห้องสมุดที่ได้รับรางวัลส่วนใหญ่เป็นของประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีชื่อเสียงในเรื่องของการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เน้นประโยชน์ใช้สอยและการเอาชนะข้อจำกัด ทั้งสิ้น

 

[1] stepping stone คือหินที่ใช้เหยียบก้าวข้ามลำธารตื้นๆ ความหมายในที่นี้คือ วิธีการที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไป


 

ที่มาเนื้อหาและภาพ :

เว็บไซต์  designinglibraries.org.uk

เว็บไซต์  frameweb.com

เว็บไซต์ dutchnews.nl 

เว็บไซต์ marsinterieur.nl

เผยแพร่ครั้งแรก มกราคม 2562

อ่านต่อ
อย.แจง หน้ากากN95 มีทั้งเครื่องมือแพทย์ต้องควบคุมและไม่ใช่

อย.แจง หน้ากากN95 มีทั้งเครื่องมือแพทย์ต้องควบคุมและไม่ใช่

หน้ากากN95  /  เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยกรณีมีผู้นำหน้ากากN95 จากต่างประเทศ

หรือนำติดตัวเข้ามาในประเทศ เพื่อบรรเทาความต้องการใช้ในเบื้องต้น แต่เกิดกระแสความสับสน ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ และต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนนำเข้าว่า หน้ากากชนิด N 95 มีทั้งชนิดหน้ากากที่เป็นเครื่องมือแพทย์ และไม่เป็นเครื่องมือแพทย์

ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก โดยประชาชนหรือผู้นำเข้าสามารถพิจารณาได้เอง จากฉลากหรือเอกสารกำกับของสินค้า หากบนฉลากหรือเอกสารกำกับสินค้ามีการระบุว่า สามารถป้องกัน หรือลดการสูดดม หรือได้รับเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อราชนิดใด ๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์การใช้งานทางการแพทย์ จะเข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของ อย.

เนื่องจากต้องมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการกรองเชื้อโรค ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อออกไป กรณีต้องการนำเข้ามาขายจะต้องดำเนินการขอหนังสือประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จาก อย. ก่อนจึงจะทำการนำเข้าได้

แต่กรณีนำเข้ามาใช้ส่วนตัว สามารถผ่อนผันการนำเข้า ณ ด่านอาหารและยาที่ต้องการนำเข้าได้เลย

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า กรณีที่หน้ากากนั้นไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ใดๆ แต่ระบุให้ใช้เพื่อป้องกันฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หมอก ควัน จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางอุตสาหกรรม ไม่จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ การนำเข้ามาในประเทศต้องทำตามกฎหมายของกรมศุลกากร

ในกรณีที่ประชาชน หรือผู้นำเข้าต้องการสั่งหรือนำเข้าหน้ากาก N 95 มาเพื่อกันฝุ่น PM 2.5 ควรใช้หน้ากากที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันฝุ่นละออง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของศุลกากร ไม่ควรใช้หน้ากากที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและมีราคาแพง ซึ่งปกติผลิตภัณฑ์นี้มักใช้ในห้องผ่าตัดหรืองานวิจัยทางการแพทย์เท่านั้น

“ส่วนประชาชนที่ซื้อหน้ากาก N 95 จากต่างประเทศและนำติดตัวเข้ามา โดยมากมักเป็นชนิดกันฝุ่นละออง เนื่องจากในต่างประเทศจะหาซื้อได้ทั่วไป แต่ชนิดที่ใช้ทางการแพทย์จะมีขายเฉพาะในสถานพยาบาล ทั้งนี้ อย. ได้ร่วมกับทางกรมศุลกากรลดขั้นตอนดำเนินการ จะแจ้งรายชื่อของผู้ประกอบการและรุ่นของหน้ากาก N 95 และหน้ากากที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ส่งให้แก่กรมศุลกากร และหน่วยงานที่นำเข้า เช่น DHL FEDEX รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป” นพ.ธเรศ กล่าว

อ่านต่อ
LGBT : ฉันต้องทำงานให้หนักเพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นรู้ว่า ฉันก็เป็นครูได้

"คุณเป็นกะเทยหรือเปล่า" คือ ประโยคที่ ดร. สิริรัฏฐ์ กาญจนโพธิ์ ครูผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกถามระหว่างการสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้ารับการ บรรจุเป็นข้าราชการครูในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ที่ จ.อุทัยธานี เมื่อปี 2544

ในรูปกายที่เป็นชาย ผมสั้น และสวมกางเกง ไปสอบสัมภาษณ์ สิริรัฏฐ์ ตอบกลับไปว่า "เป็นครับ" ก่อนที่จะถูกถามอีกว่า "คิดยังไงกับการเป็นกะเทยแล้วมาเป็นครู... เป็นครูกะเทยมันมีผลต่อการศึกษายังไง"

"เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่"

ในช่วง 2-3 วันมานี้ โลกโซเชียลต่างวิจารณ์ข้อความหนึ่งที่ถูกโพสต์โดยเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า คณะกรรมการนิสิตปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (USCE) ที่ตั้งคำถามให้สังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า "เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่" ซึ่งสืบเนื่องมาจากบทความออนไลน์บน www.nisitreview.com

บทความนี้เปิดเผยเหตุการณ์ที่แสดงถึงทัศนคติเหยียดเพศของอาจารย์คนหนึ่งในคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ประโยคหนึ่งระบุคำพูดของอาจารย์ว่า "กะเทยเป็นพวกวิปริตผิดเพศ ไม่สมควรจะเป็นครู"

ขณะเดียวกัน นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดการรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org เรื่อง ขอให้คณะ​ครุศาสตร์​ จุฬา​ฯ ตรวจสอบพฤติกรรม​เหยียดเพศในชั้นเรียนของอาจารย์พิเศษของคณะ ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรม กำชับไม่ให้สอนความคิดเหยียดเพศ และเปิดโอกาสให้นิสิตในชั้นเรียนโต้แย้งและถกเถียงอย่างเป็นวิชาการ เสรี และไม่มีผลต่อผลการศึกษา

ท่ามกลางการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ บางความเห็นบอกว่า "เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่" ไม่ควรจะเป็นคำถามด้วยซ้ำ และสิริรัฏฐ์ คือ หนึ่งในนั้น

 

เริ่มเป็นครู

สิริรัฏฐ์ หรือครูเอ ในวัย 43 ปี ที่เด็ก ๆ ลูกศิษย์ของเธอเรียกขาน เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เธอสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านวังเกษตร อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 กลุ่มสาระวิชาคอมพิวเตอร์ การงานและทัศนศิลป์ เธอมีดีกรีนำหน้าด้วยดอกเตอร์ ซึ่งมีให้เห็นไม่มากนักในครูระดับมัธยม โดยจบการศึกษาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการศึกษาและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

"เพราะว่าเกิดในยุคที่ยังไม่ยอมรับเพศสภาพเรา การศึกษา รางวัลของเด็กและรางวัลในฐานะที่เป็นครู คือ ตัวปกป้องตัวเรา" คือ เหตุผลที่ครูเอศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาเอก ภายหลังเริ่มเป็นครูได้ระยะหนึ่ง

ตอนที่สอบครูเมื่อ 18 ปีที่แล้ว หลังจากถูกถามคำถามเช่นนั้น เธอคิดว่า เธอคงไม่ได้เป็นครูตามที่ใฝ่ฝันไว้แล้ว

แต่ครูเอ ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร เพียงแต่คิดว่า "เราคงแอ๊ค(แสดงท่าทาง) ไม่เหมือนชายล่ะมั้ง เพราะตั้งแต่เกิดมาเจอสภาวะแบบนี้มาตลอดชีวิตอยู่แล้ว "

ส่วนคำตอบที่เธอให้กรรมการไปวันนั้น เธอบอกว่า กะเทยไม่ใช่โรคติดต่อ และการเป็นครูกะเทย เธอก็คิดว่าเธออาจเป็นไอดอล (ต้นแบบ) ที่ทำให้เด็กชายที่อาจมีความหลากหลายทางเพศอยู่แล้วได้รู้จักตัวตนของตัวเองเร็วขึ้น

ทว่าเมื่อผลการสอบบรรจุครูออกมาก็สร้างความประหลาดใจแก่ตัวเธอเอง เมื่อพบว่าเธอได้เป็นครูอย่างที่ตั้งใจ

ประสบการณ์เลวร้าย

เมื่อเรียนจบปริญญาโทแล้วกลับมาสอนต่อ ครูเอตัดสินใจแต่งกาย สวมกางเกงทรงผู้หญิงและไว้ผมยาว มาสอน สิ่งที่ได้รับคือ ผู้บริหารโรงเรียนเรียกเธอเข้าพบ พร้อมกางระเบียบการแต่งกายของข้าราชการชายให้ดู แล้วบอกให้เธอไปตัดผม

"ถ้าผมสั้นก็คงไม่มีปัญหาตอนมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรอกมั้ง" ครูเอ รำลึกความหลังคำพูดของอดีต ผู้อำนวยการ

"เข้าใจว่าคงได้รับแรงกดดันบางอย่างจากผู้บริหารที่สูงขึ้นไป เพราะในสมัยนั้น ยังไม่มีครูเพศที่สามแต่งหญิง"

จนกระทั่งเปลี่ยนผู้บริหารมาเป็นคนปัจจุบันที่เปิดกว้างให้สามารถแต่งกายเป็นหญิงได้

"มันไม่ได้ผ่านมาง่าย ๆ ในแต่ละครั้งที่เปลี่ยนผ่าน แต่ทุกครั้งพูดได้ว่าเราใช้การศึกษา เด็กของเราที่เราสอน ผลผลิตที่เราสอนปกป้องตัวเราเอง เราก็สร้างเด็กอย่างเต็มศักยภาพจนได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง"

ฝันของคนเป็นครู

ความฝันสูงสุดของการเป็นครูของครูเอ คือ การดูแลลูกศิษย์อย่างเต็มที่ ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจ และพัฒนาศักยภาพจนได้ระดับวิทยฐานะสูงขึ้นไป ดังเช่นที่พ่อแม่ของเธอ ซึ่งมีอาชีพครูเช่นกันได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง

ผลงานที่พิสูจน์การผลักดันศักยภาพของลูกศิษย์ที่ครูเอ และเพื่อนครูในโรงเรียน ช่วยกัน ได้แก่ รางวัลมากมายทั้งในระดับภาคเหนือและการเป็นตัวแทนไปแข่งระดับประเทศ ในกลุ่มสาระวิชาการงานอาชีพ

"มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กเห็นศักยภาพของตัวเองจากการแข่งขัน มีเด็กชายคนนึงไม่ชอบไปโรงเรียนเลย ชอบหาปลา ตีไก่ แต่เมื่อมาเริ่มแข่งทำขนม เขาก็ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ไปเรียนสาขาอาหารจนมีโอกาสได้ทำเครื่องเสวยให้สมเด็จพระเทพฯ"

"การส่งเด็กไปถูกที่ถูกทาง ไปด้วยใจที่เค้าชอบจริง ๆ นั่นคือความภูมิใจ "

 

เมื่อถามว่า มีความแตกต่างไหมระหว่างการเป็นครูที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ กับครูชาย-หญิง ครูเอชี้ให้สิ่งที่ไม่ต่างกันเลย คือ ความเป็นเพศไม่ได้ตัดสินความสามารถของการเป็นครู

"จะเป็นครูเพศไหนไม่ได้มีผลอะไรกับการเรียนรู้ของนักเรียนเลย ทักษะในการจัดการเรียนรู้ต่างหาก"

"แต่ในแง่การต้องพิสูจน์ ครูเพศที่สามทุกคนน่าจะเหนื่อยกว่า เพราะว่าต้องทำงานหนักเพื่อทำให้เขารู้ว่า ฉันก็เป็นครูได้ เราต้องเอาเรื่องงานมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อกลบลบเพศสภาพที่คนอื่นมองเรา"

ทุกวันนี้ ครูเอ ไม่คิดจะย้ายเข้าไปอยู่โรงเรียนในเมือง เพราะคิดว่าโรงเรียนนอกเมืองต้องการครู เธอมองว่าโดยพื้นฐานแล้ว เด็กในเมืองมีความพร้อมอยู่แล้ว

แต่กับเด็กในโรงเรียนที่ไกลออกไป นอกจากให้ความรู้แล้ว "ต้องให้อย่างอื่นอีก มันยากกว่า มันท้าทาย จนมันเกิดเป็นความรักต่อพวกเขา"

ชายเป็นใหญ่

ครูเอ ตอบคำถามบีบีซีไทยว่า หากเธอไม่ได้อยู่ในจุดที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ ในทางกลับกันเธอจะเป็นอย่างไร

เธอมองว่า คงอยู่ยากมากในสังคมที่แวดล้อมเธออยู่

"สังคมยังให้ค่าของเพศชายเป็นใหญ่ เราจะพบว่าไม่มีครูผู้หญิงคนไหนจะออกมาแอนตี้สาวประเภทสองที่มากดดัน กลายเป็นว่า น้อง ๆ (ครูเพศที่สาม) ต้องแอคทีฟ หากเป็นครูที่สอนไปวัน ๆ ถ้าเจอสภาวะคนไม่ยอมรับก็จะอยู่ยาก"

เธอยังกล่าวถึง ทัศนคติของอาจารย์ในคณะครุศาสตร์ ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า เรื่องนี้ สะท้อนว่าผู้ชายมักคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่

"เขามองว่าการเป็นเพศที่สามเป็นความน่ารังเกียจ เด็ก ๆ รุ่นใหม่อาจไม่เจอมากนักเพราะโลกทัศน์กว้างขึ้น แต่สิ่งที่เราเจอมา เราเจอมันจนชินชา เวลาเห็นเรื่องแบบนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนที่แสดงคำพูดแบบนี้มีทัศนคติแบบไหน"

"ที่เราไปแสดงความเห็น เพราะรู้สึกว่า ทำไมลดทอนคุณค่าของตัวเองด้วยการตั้งคำถามแบบนี้บนโลกออนไลน์ เหมือนโยนความผิดว่า กะเทยเพศที่สามไม่มีสิทธิเป็นข้าราชการครู"

ธันยพร บัวทองผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

อ่านต่อ
จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย คำตอบอยู่ที่...ห้องเรียน

 ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงการศึกษาศตวรรษที่ 21 ซึ่งว่าด้วยการปลูกฝังทักษะความรู้เพื่อเตรียมพร้อมให้เยาวชนสามารถรับมือกับความท้าทายอันเกิดมาจากความซับซ้อนของสังคมและปัญหาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน ระบบการศึกษาไทยยังคงประสบกับวิกฤติที่แก้ไม่ตก การวัดประเมินผลทางการศึกษาด้วยมาตรวัดต่างๆ พบว่านักเรียนไทยมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำ อยู่ในระดับรั้งท้ายของการจัดอันดับนานาชาติ อีกทั้งยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามโลกาภิวัตน์

          ไม่ว่าจะจับไปที่จุดใดก็ดูเหมือนจะพบแต่ปัญหา ถ้าเช่นนั้นแล้วความหวังที่จะออกจากวังวนดังกล่าวมีหรือไม่ คืออะไร?

          ฟังคำตอบจาก ผศ.ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครูผู้ปฏิวัติชั้นเรียนคณิตศาสตร์แนวใหม่ โดยใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบปลายเปิด (Open Approach) จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนไปสู่การให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด และเชื่อว่าความถูกต้องไม่ได้อยู่ที่คำตอบแต่อยู่ที่การให้เหตุผล ประสบการณ์กว่า 30 ปีของอาจารย์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ลดบทบาทการ “สอน” ของครู แต่เพิ่มการ “ถาม” เพื่อกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิด สามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทสังคมไทย เป็นที่ประจักษ์ในโรงเรียนนับร้อยแห่ง

ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกๆ ของโลกที่มองเห็นจุดอ่อนของการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่เน้นเนื้อหาสาระวิชา และเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่การสอนซึ่งเน้นที่กระบวนการคิดของนักเรียน เริ่มตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เมื่อญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์เพื่อเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด หลักสูตรที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 ได้กำหนดเรื่องการสอนทักษะการคิดไว้อย่างชัดเจน ก่อนหน้าที่ทั่วโลกจะเกิดความตื่นตัวในประเด็นดังกล่าวเกือบ 50 ปี แม้แต่ในรายวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งดูเหมือนศาสตร์ที่มีคำตอบถูกผิดไว้อย่างตายตัว ก็ยังสอนให้เด็กนักเรียนพัฒนากระบวนการคิดในเชิงตรรกะ (Mathematical Thinking) ไม่ใช่การสอนคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์สุดท้าย

          การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด หรือ “กระบวนทัศน์ใหม่ของการเรียนการสอนในห้องเรียน” เริ่มปรากฏให้เห็นจากฝั่งยุโรป ดังเช่นที่เนเธอร์แลนด์ ฮังการี จากนั้นจึงข้ามฝั่งมายังอเมริกา ส่วนสิงคโปร์เพิ่งเริ่มต้นปรับชั้นเรียนเมื่อหลังปี 2000 แต่ก็มีการพลิกโฉมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ ล้วนตกผลึกความรู้ด้านการจัดการเรียนการสอนแบบไม่เน้นการท่องจำ จนเกิดเป็นตำราและคู่มือครูที่มีคุณภาพและมาตรฐาน และกลายเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่ทั่วโลกอยากดำเนินรอยตาม

          “ถ้าการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน คนจะขาดความสามารถในการคิดเชิงแก้ไขปัญหา เอาผลมาเป็นเหตุเอาเหตุมาเป็นผล มั่วไปหมด ระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกกำลังติดอยู่ในกับดักแบบเดียวกันนี้ แนวโน้มความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงจึงมุ่งไปที่การสอนด้วยวิธีแก้ไขปัญหา (Problem Solving Approach) เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการคิดและสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง”

เปลี่ยน ‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ในห้องเรียน

 

 ปัญหาคุณภาพการศึกษามักจะถูกเชื่อมโยงไปยังบทบาทและคุณภาพของครูผู้สอน แต่ทัศนะเช่นนี้กลับจะทำให้ครูตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา แน่นอนว่าจุดเปลี่ยนของปัญหานี้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน แต่จะต้องมองชั้นเรียนในฐานะที่เป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community-PLC)

          “การแก้ไขปัญหาการศึกษา เราต้องปักหมุดไปที่โรงเรียน แต่ให้ครูทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมานั่งหัวโต๊ะทุกสัปดาห์ด้วย เพื่อมาวางแผนการทำงานร่วมกับครู ให้ครูนำเสนอแผนการสอนเป็นรายคาบแล้วมาร่วมกันสะท้อนความเห็น (Reflection) ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ร่วมกับครูชำนาญการ ครูเชี่ยวชาญ ก่อนเปิดภาคเรียนก็ต้องร่วมกันวางแผน ครูห้ามทำงานคนเดียว ครู ป.1-ป.3 ต้องจัดเป็นทีมเดียวกัน ป.4-ป.6 อีกทีมหนึ่ง เพราะการทำงานคนเดียวทำให้เกิดนวัตกรรมไม่ได้

          “ทุกวันนี้ แต่ละโรงเรียนต่างคนก็ต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน ผู้อำนวยการก็วิ่งไปเขตไปนู่นไปนี่ ศึกษานิเทศก์ที่มีกว่าสี่พันคนก็มักจะอยู่ตามเขตคอยทำงานส่งกระทรวง เขาไม่ค่อยลงไปโรงเรียนอยู่แล้ว ครูจึงยังไม่มีวิธีการสอนที่ดีและไม่มีกระบวนการปรับปรุงการทำงาน”

          นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของครู ให้มีการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องแล้ว วัฒนธรรมเชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลง

          “ห้องเรียนไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เวลาครูโยนคำถามแล้วนักเรียนแสดงความคิดเห็นกลับมา ครูบางคนบอกว่ารับไม่ได้ ความคิดแบบนั้นผิด เขาจะผิดได้ยังไงล่ะเพราะเขายังไม่ได้ให้เหตุผลเลย ถ้าอย่างนั้นแปลว่าความคิดของทุกคนควรจะถูก เพราะมันคือการยอมรับความมีเหตุผลของเขา ซึ่งเท่ากับยอมรับความเป็นคน ถ้าคุณปฏิเสธความคิดของเขาก็แปลว่าคุณปฏิเสธความเป็นคนของเขาด้วย”

          ห้องเรียนที่ดีจึงเป็นพื้นที่ที่นักเรียนได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น และมีโอกาสทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ตั้งขึ้นมาเป็นโจทย์ ชั้นเรียนที่ครูเป็นผู้กุมบทบาทในการพูดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคาบเรียนไม่มีวันนำนักเรียนไปสู่การแก้ปัญหา ครูจึงต้องรู้จัก “เอาเทปปิดปากตัวเองไว้” เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สังเกตห้องเรียน แล้วคอยจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนของการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์

 

 ระบบการบริหารแบบราชการที่ครอบงำโรงเรียนอยู่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารการศึกษา การที่ส่วนกลางไม่ได้กระจายอำนาจการบริหารที่แท้จริงลงไปยังพื้นที่นับเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษา ซึ่งหากเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาจะพบว่าไม่ได้เป็นระบบแบบรวมศูนย์

          “เรามีความพยายามในการวางรากฐานด้านการศึกษามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และนับแต่นั้นมาโรงเรียนของเราไม่เคยเปลี่ยน เพราะเราฝึกโรงเรียนให้เป็นระบบราชการ กลไกที่บริหารจัดการก็เป็นระบบราชการ และเป้าหมายก็เป็นไปเพื่อราชการ มันจึงมีปัญหา ที่ญี่ปุ่นใครก็สั่งให้ครูออกไปทำงานอย่างอื่นนอกโรงเรียนไม่ได้ แต่ของเราผู้อำนวยการสั่งงดการเรียนการสอนเพื่อไปทำงานอย่างอื่นนอกโรงเรียนได้ และส่วนกลางก็สามารถดึงครูออกจากห้องเรียนไปอบรมอะไรต่อมิอะไรได้เต็มไปหมด”

          นอกจากนั้น นโยบายการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของฝ่ายการเมือง ทำให้การพัฒนาการศึกษาไทยขาดทั้งทิศทางที่ชัดเจนและความต่อเนื่องในระดับปฏิบัติ ดังนั้น จึงควรมีการบัญญัติกฎหมายควบคุมดังเช่นที่เกาหลีใต้กำหนดไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแกนกลางภายใน 7 ปี ญี่ปุ่นกำหนดมิให้เปลี่ยนแปลงไว้ถึง 10 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปรับใช้กับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรระดับผู้เรียน ก็จะทำให้เกิดความต่อเนื่องและสามารถวัดประเมินผลได้จริง

สถาบันผลิตครู แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีคณะครุศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนกับคุรุสภาประมาณ 80 แห่ง เมื่อนับรวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเข้าไปด้วยจะมีสถาบันผลิตบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 150 แห่ง คิดเป็นจำนวนครูที่ป้อนเข้าสู่ระบบถึงปีละกว่า 50,000 คน หากสถาบันผลิตครูเอาจริงเอาจังด้านคุณภาพและมาตรฐาน และปลูกฝังกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาให้กับบัณฑิต แน่นอนว่าจะเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้

          “คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ทั้งประเทศไม่ได้ตระหนักตรงนี้ หลักสูตรฝึกหัดครูไม่ได้ให้เครื่องมือที่จำเป็นและยังเน้นการสอนเนื้อหาอยู่เหมือนเดิม ...ผมไม่เห็นด้วยเรื่องเรียนจบหลักสูตร 5 ปีแล้วทุกคนสามารถได้ใบประกอบวิชาชีพครูทันที ทั้งๆ ที่ทั่วโลกการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่ได้เกี่ยวกับหลักสูตรเลย แต่ทุกคนต้องผ่านกระบวนการสอบเพื่อวัดคุณภาพอีกครั้ง คนที่จบสาขาอื่นแล้วอยากมาเป็นครูก็มีสิทธิรับการอบรมและสอบเป็นครูได้ บางประเทศในบางสาขาวิชาเขาถึงกับกำหนดว่าถ้าบัณฑิตสอบใบประกอบวิชาชีพได้ไม่ถึง 25% สถาบันนั้นจะต้องถูกยุบ แต่วิชาชีพครูของบ้านเราบางมหาวิทยาลัยอาจสอบไม่ได้เลย แต่ก็ยังอยู่ในสนามได้ เพราะคุณเปิดหลักสูตร 5 ปี เรียกว่ามีคนมาเดินเข้าออกให้ครบ 5 ปีแล้วก็แจกตั๋วไปคนละใบ เพราะฉะนั้นการให้ใบประกอบวิชาชีพครูของไทยจึงไม่ make sense”

          ข้อเสนอต่อประเด็นนี้คือ สถาบันผลิตครูควรจะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน นั่นคือให้สถาบันอุดมศึกษาวางแผนการผลิตครูร่วมกับจังหวัด เพื่อให้จำนวนครูแต่ละสาขาสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และนำเอากระบวนทัศน์ใหม่เข้าไปใช้กับการเรียนการสอนในห้องเรียน พร้อมกันนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรฝึกหัดครูจากเดิมซึ่งการเรียน 4 ปีแรกไม่ได้เน้นภาคปฏิบัติ ให้มีโอกาสร่วมปฏิบัติงานจริงกับครูในโรงเรียนตั้งแต่เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1

          “ถ้าระดมกำลังของสถาบันผลิตครูที่มีอยู่ลงไปที่ชั้นเรียนได้หมด การศึกษาของเราจะไปได้เร็วกว่าประเทศรอบๆ ข้าง ทั้งประเทศเรามีโรงเรียนประมาณสามหมื่นโรง เฉลี่ยแล้วให้แต่ละสถาบันฯ ไปดูแลรับผิดชอบแห่งละ 200 โรง ทำไมจะทำไม่ได้ ผมเชื่อว่าแค่ 5 ปีก็เห็นหน้าเห็นหลังแล้ว เรามีคนที่สามารถเข้าไปช่วยมากมายแต่เราพัฒนาไม่เป็น... ถามว่าท้อไหมที่ไม่ค่อยเห็นการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง ผมไม่ท้อเพราะรู้ว่าเราทำไม่ถูกทางเฉยๆ แต่ถ้าทำถูกทาง ทุกอย่างจะเปลี่ยน”

อ่านต่อ