กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม

โพสเมื่อ 24 ธ.ค. 2561 14:40:53 โดย ชฎาพร

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือเรื่อง ดำเนินการโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ปี 2561 ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกเขต เพื่อขอให้ สพป. ทุกเขต จัดตั้งทีมนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และเพื่อเป็นตัวแทน สพฐ.ในการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าโรงเรียนบางแห่งมีปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ DLTV เช่น โรงเรียนบางแห่งนำนักเรียน 2 ชั้นมาเรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก เนื้อหาวิชาแต่ละระดับชั้นแตกต่างกัน, ครูผู้สอนเปิดโทรทัศน์แล้วไปปฏิบัติกิจกรรมอื่น ไม่ได้สรุปบทเรียนท้ายชั่วโมงหลังจากจบการสอนจากทางโรงเรียนต้นทาง, โรงเรียนติดตั้งจอโทรทัศน์สูงกว่าระดับสายตามาก ทำให้นักเรียนต้องแหงนดู เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานานจะทำให้ปวดต้นคอและไม่มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น “การดำเนินการต่างๆ จะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือน ธันวาคมนี้ และ สพป. จะต้องรายงานผลการดำเนินงานภายในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2562 โดย สพฐ. จะส่งทีมสุ่มลงพื้นที่ติดตามตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผมจึงให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ในการจัดการเรียนการสอนในโครงการ DLTV อย่างสม่ำเสมอด้วย”เลขาฯ กพฐ.กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก ไทยโพสต์ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561
 

More Updates

ไทยส่งทีมวิจัยขั้วโลกเหนือครั้งแรก

ที่ลานหน้าจัตุรัสวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมแถลงข่าวการสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมรมราชกุมารี ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนขั้วโลกใต้ ปี 2556 หลังจากนั้นมีพระราชดำริให้ส่งนักวิจัยไปสำรวจขั้วโลกใต้ทุกปี ปัจจุบันมีนักวิจัยไทยไปสำรวจขั้วโลกใต้แล้ว 8 คน สำหรับปี 2561 ได้ขยายความร่วมมือกับประเทศนอร์เวย์ ส่งทีมนักวิจัยไปสำรวจขั้วโลกเหนือ จำนวน 13 คน นำทีมโดย รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะ วิทย์ จุฬาฯ ซึ่งทั้ง 2 คน เคยเป็นนักวิจัยที่สำรวจขั้วโลกใต้มาแล้ว
การสำรวจขั้วโลกเหนือจะสำรวจระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-12 ส.ค.นี้ ที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก

รศ.ดร.วรณพกล่าวว่า ทีมนักวิจัยจะไปสำรวจสภาพความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลายเป็นภาชนะรองรับของเสียของโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ขยะทะเล ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการวิจัยขั้วโลกใต้

ด้าน รศ.ดร.สุชนากล่าวว่า ทีมวิจัยมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและ จิตใจ ทั้งได้รับการสนับสนุนชุดป้องกันความเย็นที่เรียกว่าชุดแห้ง พร้อมทีมสนับสนุน ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งทีมไปสำรวจคือ แสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและขยะทะเล และ พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้ งานวิจัยของเราคงไม่สามารถตอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่จะเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งที่จะไปเติมเต็มภาพใหญ่ว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด และนำข้อมูลกลับมาเตรียมพร้อมรับมือ.




 

อ่านต่อ
ฮ่องกงปฏิรูปการศึกษา พลิกโฉมการอ่านการเรียนรู้ สู่มหานครดิจิทัล

เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เริ่มวางยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งได้มีการทบทวน สรุปบทเรียน และปรับปรุงใหม่ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในชื่อ Digital 21 Strategy มีเป้าหมายว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นมหานครดิจิทัลที่ไฮเทคที่สุดในโลก เนื้อหาของยุทธศาสตร์คำนึงถึงการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ครอบคลุมทั่วเกาะฮ่องกงในราคาที่เป็นธรรมและทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สร้างศูนย์รวมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยและย่านธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งประกอบด้วยบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลจากทั่วโลก รวมทั้งการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) สำหรับบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

          วิทยาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นได้ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาไปพร้อมกัน เมื่อ 15 ปีก่อน ห้องเรียนในฮ่องกงมีหน้าตาไม่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในโลก เด็กๆ ถูกจัดให้นั่งเรียนเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ การเรียนการสอนมีครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher Centric Teaching) เรียกกันว่าเป็นยุคการศึกษาแบบ 1.0 เหมาะสำหรับสังคมอุตสาหกรรมซึ่งต้องการแรงงานที่มีความรู้และทักษะมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2006 การศึกษาของฮ่องกงเริ่มเปลี่ยนเป็นยุค 2.0 กลายเป็นการเรียนที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centric Learning) เป็นไปเพื่อการเรียนรู้สำหรับเจนเนอเรชั่นวายโดยเฉพาะ มีทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มโดยประยุกต์ใช้สื่อเทคโนโลยี และนับตั้งแต่ปี 2011 การศึกษาฮ่องกงได้เข้าสู่ยุค 3.0 เดินหน้าปฏิรูปการสอนให้เป็นห้องเรียนแบบกลับด้าน (Flipped Classroom) เต็มไปด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่มีสีสัน และสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นนักสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยใช้สื่อดิจิทัลที่ทันสมัย

 สถิติเมื่อปี 2014 ระบุว่า ประชากรฮ่องกงมีสัดส่วนการใช้อุปกรณ์โมบายไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน ไอแพด หรือแท็บเล็ตเพิ่มขึ้น 238% คือมีผู้ใช้งานประมาณ 80-90% ของประชากรทั้งหมด (ไม่รวมเด็กและผู้สูงอายุ) มีการวิเคราะห์ว่าในอนาคตอันใกล้อุปกรณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นของใช้ที่จำเป็นประจำตัวทุกคน (BYOD - Bring Your Own Device) ซึ่งทำให้สามารถทำงานหรือค้นคว้าหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อวิถีชีวิตสมัยใหม่บรรจบกับยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลที่รัฐบาลได้วางไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิต ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานในการผลักดันให้ฮ่องกงกำลังจะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการปฏิรูปการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21

          ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา รัฐบาลได้ลงนามความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคมนับร้อยภาคี เพื่อวาง 4 เสาหลักที่จะช่วยกันขับเคลื่อนด้านการศึกษายุคดิจิทัล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้แนวคิดการศึกษาเพื่อคนทุกคน ด้วยการมุ่งสู่ BYOD ในห้องเรียน สามารถเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่ 
          1. ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีการตั้งเป้าหมายว่าทุกโรงเรียนจะต้องมี wi-fi ที่ครูและนักเรียนสามารถใช้ค้นหาและดาวน์โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีระบบ cloud ที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูล พร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มโครงการแจกอุปกรณ์โมบาย  1 คน 1 เครื่อง ให้กับนักเรียนบางระดับชั้น ขณะที่บางแห่งทดลองให้นักเรียน 2-3 คนใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ทั้งนี้ในปี 2015 คาดว่าโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารจะครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
          2. ด้านเนื้อหาสาระ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพิมพ์จำนวน 44 แห่ง ในการผลิตเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพสำหรับการเรียนรู้และการเรียนการสอน
          3. พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ชาวฮ่องกงค่อนข้างทุ่มเทกำลังทรัพย์ในการหาซื้อหนังสือและอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูก และเปิดกว้างที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ มีโครงการ Growth Hong Kong และ Parent Academy ซึ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสื่อสารและให้ความรู้กับผู้ปกครองในการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการของลูก
          4. ครูและนักการศึกษา ที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนให้เป็น Flipped Classroom

รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ Hong Kong Education City ซึ่งคล้ายกับเป็นตลาดรวมข้อมูล ทรัพยากรการเรียนรู้ และชุมชนออนไลน์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียนมีเครื่องมือที่สะดวกต่อการนำมาใช้ในการสอนหรือเรียนรู้ด้วยตนเองในยุคการศึกษา 3.0 ประกอบด้วยโครงการย่อยและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ

  • EdV แพลตฟอร์มคลิปวิดีโอที่ช่วยให้ครูและนักเรียนเป็นผู้สร้างและแบ่งปันสิ่งที่ได้สอนหรือได้เรียนรู้สู่สาธารณะผ่านรายการ HKedCity EdV Channel ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาต่างๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และการศึกษาทั่วไป
  • Online Question Bank (OQB) แพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการประเมินผลนักเรียนเป็นรายบุคคล ครูและนักเรียนสามารถติดตามพัฒนาการของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้เด็กสามารถกำกับตนเองในการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
  • EdBookShelf ศูนย์รวมทรัพยากรการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ที่ครูและผู้ปกครองสามารถเลือกหาได้อย่างหลากหลายตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอีบุ๊ค แอพพลิเคชั่น มัลติมีเดีย ภาพสามมิติ ฯลฯ ฐานข้อมูลนี้จะเชื่อมโยงกับEdMall ซึ่งเป็นร้านออนไลน์จำหน่ายสื่อการเรียนรู้และบริการทางการศึกษาโดยผู้ประกอบการจำนวนมาก
  • English Camp e-learning เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การเรียนรู้จากคลิปข่าวขนาดสั้น กิจกรรมวิเคราะห์ข่าวเพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์และสร้างความตระหนักในประเด็นทางสังคม คลิปวิดีโอสอนเรื่องการออกเสียง และโปรแกรมซึ่งสามารถอัดและให้คะแนนการออกเสียงได้
  • Chinese Resource สื่อการเรียนรู้ภาษาจีนด้วยตนเองสำหรับเด็กประถมและมัธยม มุ่งเน้นการเรียนรู้ 6 ด้าน คือ การอ่าน การเขียน การฟังและการพูด วรรณกรรม วัฒนธรรมจีน และคุณธรรมศึกษา
  • Small Campus สื่อการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน ออกแบบมาเพื่อเด็กชั้นประถมโดยเฉพาะ สามารถใช้เรียนรู้ประกอบวิชาภาษาจีน ภาษาอังกฤษ  คณิตศาสตร์ และการศึกษาทั่วไป หลายเกมเป็นการจำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลี้ยงสัตว์ การซื้อของ การฝากเงินและดอกเบี้ย การบริหารจัดการเงิน ฯลฯ

ฮ่องกงยังได้ดำเนินโครงการ Pilot Scheme on e-learning มาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน ในโรงเรียนนำร่อง 66 แห่ง รวม 21 โครงการย่อย เพื่อวิจัยและพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนแบบ Flipped Classroom อาทิ e-learning การเรียนการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถกำกับตนเองได้ โดยการวัดและประเมินผลที่ไม่เน้นการทำข้อสอบแต่เน้นวัดพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งยังมุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์และบุคลากรทางการศึกษาที่มีแนวคิดและทักษะการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ ข้อคิดที่สำคัญจากการปฏิรูปการสอนยุค 3.0 ของฮ่องกงก็คือ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือครูและนักการศึกษาที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนทัศนคติ พยายามที่จะเรียนรู้และลงมือทำในสิ่งใหม่เพื่อให้เกิดผลทางการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น

           ผลการวิจัย Progress in International Reading Literacy Study (PIRLS) 2011 ระบุว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเรียนรู้ด้านการอ่านเขียนจากครอบครัว (family literacy) ต่ำที่สุดในโลก คือมีพ่อแม่เพียง 12% ที่ส่งเสริมลูกในวัยก่อนเข้าโรงเรียนให้อ่านหนังสือ เล่านิทานหรือร้องเพลงกล่อม ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 37% อีกทั้งนักเรียนฮ่องกงยังมีคะแนนด้านแรงจูงใจ ความสนใจและมั่นใจในการอ่านการเรียนรู้ อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้นนอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ฮ่องกงยังจำเป็นต้องทุ่มเทกับงานด้านส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้วยเหตุนี้เองในปี 2015 ฮ่องกงจึงเริ่มปรับการออกแบบห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องไปกับการศึกษายุค 3.0 โดยที่ก่อนหน้านี้ก็ได้ริเริ่มโครงการ Hong Kong Reading City ที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการแบ่งปันความรู้ หวังที่จะวางรากฐานให้เยาวชนรุ่นใหม่มีแรงจูงใจในการเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวอย่างทรัพยากรการเรียนรู้และกิจกรรมในโครงการ เช่น

  • แพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งบรรจุเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายจากสำนักพิมพ์ที่เป็นภาคี เนื้อหาในเว็บไซต์ เช่น นักเขียนออนไลน์ โซฟาการอ่าน รีดดิ้งโฟกัส ฯลฯ
  • กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น ยุวทูตนักอ่าน ให้นักเรียนที่มีทักษะการอ่านที่ดีได้ชักชวนเพื่อนให้เห็นประโยชน์และอ่านหนังสือด้วยกัน บอร์ดนักอ่าน เป็นการแบ่งปันความคิดจากสิ่งที่ได้อ่านเผยแพร่ลงบนกระดานขนาดใหญ่ในโรงเรียนเพื่อให้เพื่อนๆ เห็นได้สะดวก และ บันทึกนักอ่าน เป็นโปรแกรมออนไลน์ที่ให้นักเรียนได้บันทึกความก้าวหน้าของการอ่านอย่างเป็นระบบ และครูสามารถติดตามความสามารถและนิสัยการอ่านของนักเรียนได้
  • การคัดเลือก 10 หนังสือดีประจำปี ไม่ใช่การทำรายชื่อ “หนังสือควรอ่าน” ตามทัศนะของผู้ใหญ่ แต่ให้นักเรียนเป็นผู้โหวตรายชื่อหนังสือและนักเขียนที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นคุณภาพของนักเขียนและสำนักพิมพ์แล้ว ยังสามารถสะท้อนปรากฏการณ์การอ่านของเยาวชนในสังคมด้วย

แหล่งข้อมูล

เอกสารการบรรยาย เรื่อง Going BYOD – What the World Can Learn from Hong Kong โดย Mr. Erwin Huang ในการประชุมวิชาการ Worlddidac Asia 2015 วันที่ 18 มีนาคม 2558

เอกสารเรื่อง Digital 21 Strategy โดย Commerce, Industry and Technology Bureau, Hong Kong, 2006.

เว็บไซต์ https://www.hkedcity.net/

อ่านต่อ
โค้งสุดท้าย! รับสมัคร MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.61 นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (บีเอ็มเอ็น) กล่าวว่า ได้เล็งเห็นความสำคัญด้านกาด้านการศึกษาของเยาวชนไทย อยากให้ได้รับความรู้ทางวิชาการเพิ่ม เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย พร้อมแนะแนวคิดที่ดีสำหรับการดำรงชีวิตของเยาวชนไทย จึงอยากเชิญชวนน้องๆ รีบสมัครเข้าร่วม โครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ซึ่งน้องๆ สามารถเข้าร่วมโครงการฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561

สำหรับโครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS เดิมมีชื่อว่า โครงการ MRT พาน้องพิชิต GAT สืบเนื่องจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ.ได้สรุปการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป คือระบบ TCAS โดยย่อมาจาก Thai University Central Admission System จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสอบ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของเยาวชนไทยในอนาคตต่อไป

โครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีนี้ ได้รับเกียรติจากคุณครูผู้ทรงคุณวุฒิและมากด้วยประสบการณ์ถึงสามท่าน ได้แก่ คุณครูสมศรี ธรรมสารโสภณ ที่จะมาแนะนำข้อสอบ GAT ภาษาอังกฤษ, คุณครูสุรเชษฐ์ พิชิตพงศ์เผ่า (คุณครูพี่ยู) จะมาชี้แนะเทคนิคการทำข้อสอบ GAT เชื่อมโยงและเพิ่มเติมด้วย PAT1 คณิตศาสตร์ โดย คุณครูวิเศษ กี่สุขพันธ์ (คุณครูพี่เอ๋) พร้อมทั้งแขกรับเชิญพิเศษ คือ คุณเฌอปรางค์ อารีย์กุล BNK 48 และ คุณเรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ริท เดอะสตาร์ ที่จะมาแนะแนวประสบการณ์ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย




 

อ่านต่อ
‘ชวน’แฉ มีครูแนะเด็กเบี้ยวหนี้ เงินกู้กยศ. หนุนรัฐ-เอกชนหักเงินเดือน

‘ชวน’แฉ มีครูแนะเด็กไม่ต้องคืนเงินกู้กยศ. ชี้เป็นความล้มเหลวการศึกษาไทย แนะเปิดชื่อโรงเรียนที่นักเรียนคืนเงินกู้น้อยสุด หนุนรัฐ-เอกชนร่วมมือหักเงินเดือน

เบี้ยวหนี้กยศ. – เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงปัญหาการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)แล้วไม่ผ่อนชำระคืนว่า ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการนี้ในสมัยเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2538 ขอเรียกร้องให้นักเรียนที่กู้ยืมเงินกยศ. ที่เรียนจบและมีงานทำแล้วช่วยผ่อนชำระเงินคืน เพื่อให้เด็กรุ่นหลัง มีเงินกองทุนนี้ไปศึกษาต่อ

นายชวน กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่เคยกู้ยืมเงินได้ให้ข้อมูลว่า ส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระเงินกู้ยืม เพราะครูในสถานศึกษาแนะนำว่าไม่ต้องคืน จึงขอเรียกร้องให้ครู ผู้ปกครอง ร่วมมือและสนับสนุนให้เด็กที่เรียนจบไปแล้วชำระหนี้ด้วย

“เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้ภาคเอกชน และภาครัฐที่เป็นหน่วยงานที่มีเด็กกู้ยืมเงินเรียนให้ความร่วมมือ โดยการหักเงินเดือนมาผ่อนชำระเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และเปิดเผยด้วยว่าโรงเรียนใดที่มีเด็กนักเรียนเคยกู้ยืมเงินแล้วคืนน้อยที่สุด เพื่อให้สังคมได้รับทราบ”นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า เห็นว่าการที่เด็กนักเรียนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาไปแล้วไม่คืน สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย ที่พิสูจน์ว่าบุคคลนั้นไม่มีคุณภาพ เพราะการศึกษานอกจากจะให้ความรู้แล้ว จะต้องทำให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย

อ่านต่อ