
ปีที่แล้วอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศมากที่สุด แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีน (แม้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศที่จีนก็ยังแย่อยู่) โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) กล่าวไว้ว่าเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศ

สำนักข่าว the Guardian และเว็บไซต์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้โดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายเมือง เช่น
เมืองน้ำหอมแห่งนี้เลือกสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งในย่านศูนย์กลางเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ ห้ามใช้รถยนต์ในย่านฌ็องเซลิเซ่ 1 ครั้ง ต่อเดือน อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้จักรยานโดยจัดทำโครงการยืมจักรยาน หรือเรียกกันว่า ธนาคารจักรยาน
หลังจากสถิติมลพิษทางอากาศของอินเดียพุ่งสูงเท่าๆกับจีน รัฐบาลได้ออกนโยบายห้ามรถยนตร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถ SUV ที่มีเครื่องยนตร์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี รวมทั้งบังคับให้รถแท็กซี่เครื่องยนต์ดีเซลหลายพันคันหยุดวิ่ง นอกจากนี้ยังทดลองนโยบายการให้รถยนต์เลือกหยุดวิ่งในวันคี่หรือวันคู่ และกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้อูเบอร์มากขึ้น
อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียยังไม่มีมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเผาทำลายซากผลผลิตจากเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน
รัฐบาลของเนเธอแลนด์มีการเสนอนโยบายห้ามการขายรถยนต์ดีเซล และหากร่างนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปีพ.ศ.2568 โดยการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ร่างนโยบายนี้ยังคงอนุโลมให้ประชาชนที่มีรถยนต์ดีเซลอยู่ก่อนแล้วสามารถใช้รถต่อไปได้
ไฟรบวร์ค มีทางปั่นจักรยานรวมแล้วมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร มีรถรางและมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก ทั้งนี้ในย่านชานเมืองบางแห่งยังห้ามไม่ให้ประชาชนจอดรถยนต์ใกล้ๆบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินเช่าพื้นที่จอดรถกว่า 18,000 ยูโร หรือประมาณ 660,162 บาท
โคเปนเฮเกนให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานทดแทนรถยนต์ส่วนตัว แนวคิดของการใช้จักรยานนี้คือการคิดถึงมูลค่าของจักรยานเทียบกับรถยนต์ โดยการขี่จักรยาน 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.42 ดอลล่า สหรัฐ ในขณะที่การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นระยะทาง 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.20 ดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้เมืองส่วนใหญ่ในเดนมาร์กเริ่มทยอยหยุดใช้รถยนต์มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเพื่อทำตามนโยบายเมืองที่มุ่งจะเป็นเมือง Carbon Neutral หรือเมืองที่มีกิจกรรมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ ศูนย์ภายในปี พ.ศ.2568
เมืองออสโลมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้โดยวางโซน “ปลอดรถคันใหญ่” และเริ่มทำทางจักรยานใหม่ที่มีระยะทางรวมกว่า 40 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมรถติดกับผู้ใช้รถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนและลดพื้นที่ลานจอดรถหลายแห่ง
รัฐบาลชุด มุน แจอิน อนุมัติให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในเกาหลีใต้ 8 แห่งชั่วคราวเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้เป็นเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนการจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่าถาวรภายในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2563 เพื่อลดมลพิษทางอากาศและทำตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แม้ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศถึงร้อยละ 40 ก็ตาม

"คุณเป็นกะเทยหรือเปล่า" คือ ประโยคที่ ดร. สิริรัฏฐ์ กาญจนโพธิ์ ครูผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกถามระหว่างการสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้ารับการ บรรจุเป็นข้าราชการครูในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ที่ จ.อุทัยธานี เมื่อปี 2544
ในรูปกายที่เป็นชาย ผมสั้น และสวมกางเกง ไปสอบสัมภาษณ์ สิริรัฏฐ์ ตอบกลับไปว่า "เป็นครับ" ก่อนที่จะถูกถามอีกว่า "คิดยังไงกับการเป็นกะเทยแล้วมาเป็นครู... เป็นครูกะเทยมันมีผลต่อการศึกษายังไง"
"เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่"
ในช่วง 2-3 วันมานี้ โลกโซเชียลต่างวิจารณ์ข้อความหนึ่งที่ถูกโพสต์โดยเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า คณะกรรมการนิสิตปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (USCE) ที่ตั้งคำถามให้สังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า "เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่" ซึ่งสืบเนื่องมาจากบทความออนไลน์บน www.nisitreview.com
บทความนี้เปิดเผยเหตุการณ์ที่แสดงถึงทัศนคติเหยียดเพศของอาจารย์คนหนึ่งในคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ประโยคหนึ่งระบุคำพูดของอาจารย์ว่า "กะเทยเป็นพวกวิปริตผิดเพศ ไม่สมควรจะเป็นครู"
ขณะเดียวกัน นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดการรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org เรื่อง ขอให้คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ตรวจสอบพฤติกรรมเหยียดเพศในชั้นเรียนของอาจารย์พิเศษของคณะ ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรม กำชับไม่ให้สอนความคิดเหยียดเพศ และเปิดโอกาสให้นิสิตในชั้นเรียนโต้แย้งและถกเถียงอย่างเป็นวิชาการ เสรี และไม่มีผลต่อผลการศึกษา
ท่ามกลางการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ บางความเห็นบอกว่า "เป็นเพศที่สาม เป็นครูได้หรือไม่" ไม่ควรจะเป็นคำถามด้วยซ้ำ และสิริรัฏฐ์ คือ หนึ่งในนั้น
สิริรัฏฐ์ หรือครูเอ ในวัย 43 ปี ที่เด็ก ๆ ลูกศิษย์ของเธอเรียกขาน เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เธอสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านวังเกษตร อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 กลุ่มสาระวิชาคอมพิวเตอร์ การงานและทัศนศิลป์ เธอมีดีกรีนำหน้าด้วยดอกเตอร์ ซึ่งมีให้เห็นไม่มากนักในครูระดับมัธยม โดยจบการศึกษาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการการศึกษาและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
"เพราะว่าเกิดในยุคที่ยังไม่ยอมรับเพศสภาพเรา การศึกษา รางวัลของเด็กและรางวัลในฐานะที่เป็นครู คือ ตัวปกป้องตัวเรา" คือ เหตุผลที่ครูเอศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาเอก ภายหลังเริ่มเป็นครูได้ระยะหนึ่ง
ตอนที่สอบครูเมื่อ 18 ปีที่แล้ว หลังจากถูกถามคำถามเช่นนั้น เธอคิดว่า เธอคงไม่ได้เป็นครูตามที่ใฝ่ฝันไว้แล้ว
แต่ครูเอ ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร เพียงแต่คิดว่า "เราคงแอ๊ค(แสดงท่าทาง) ไม่เหมือนชายล่ะมั้ง เพราะตั้งแต่เกิดมาเจอสภาวะแบบนี้มาตลอดชีวิตอยู่แล้ว "
ส่วนคำตอบที่เธอให้กรรมการไปวันนั้น เธอบอกว่า กะเทยไม่ใช่โรคติดต่อ และการเป็นครูกะเทย เธอก็คิดว่าเธออาจเป็นไอดอล (ต้นแบบ) ที่ทำให้เด็กชายที่อาจมีความหลากหลายทางเพศอยู่แล้วได้รู้จักตัวตนของตัวเองเร็วขึ้น
ทว่าเมื่อผลการสอบบรรจุครูออกมาก็สร้างความประหลาดใจแก่ตัวเธอเอง เมื่อพบว่าเธอได้เป็นครูอย่างที่ตั้งใจ

เมื่อเรียนจบปริญญาโทแล้วกลับมาสอนต่อ ครูเอตัดสินใจแต่งกาย สวมกางเกงทรงผู้หญิงและไว้ผมยาว มาสอน สิ่งที่ได้รับคือ ผู้บริหารโรงเรียนเรียกเธอเข้าพบ พร้อมกางระเบียบการแต่งกายของข้าราชการชายให้ดู แล้วบอกให้เธอไปตัดผม
"ถ้าผมสั้นก็คงไม่มีปัญหาตอนมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรอกมั้ง" ครูเอ รำลึกความหลังคำพูดของอดีต ผู้อำนวยการ
"เข้าใจว่าคงได้รับแรงกดดันบางอย่างจากผู้บริหารที่สูงขึ้นไป เพราะในสมัยนั้น ยังไม่มีครูเพศที่สามแต่งหญิง"
จนกระทั่งเปลี่ยนผู้บริหารมาเป็นคนปัจจุบันที่เปิดกว้างให้สามารถแต่งกายเป็นหญิงได้
"มันไม่ได้ผ่านมาง่าย ๆ ในแต่ละครั้งที่เปลี่ยนผ่าน แต่ทุกครั้งพูดได้ว่าเราใช้การศึกษา เด็กของเราที่เราสอน ผลผลิตที่เราสอนปกป้องตัวเราเอง เราก็สร้างเด็กอย่างเต็มศักยภาพจนได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง"

ความฝันสูงสุดของการเป็นครูของครูเอ คือ การดูแลลูกศิษย์อย่างเต็มที่ ผู้ปกครองให้ความไว้วางใจ และพัฒนาศักยภาพจนได้ระดับวิทยฐานะสูงขึ้นไป ดังเช่นที่พ่อแม่ของเธอ ซึ่งมีอาชีพครูเช่นกันได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง
ผลงานที่พิสูจน์การผลักดันศักยภาพของลูกศิษย์ที่ครูเอ และเพื่อนครูในโรงเรียน ช่วยกัน ได้แก่ รางวัลมากมายทั้งในระดับภาคเหนือและการเป็นตัวแทนไปแข่งระดับประเทศ ในกลุ่มสาระวิชาการงานอาชีพ
"มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กเห็นศักยภาพของตัวเองจากการแข่งขัน มีเด็กชายคนนึงไม่ชอบไปโรงเรียนเลย ชอบหาปลา ตีไก่ แต่เมื่อมาเริ่มแข่งทำขนม เขาก็ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ไปเรียนสาขาอาหารจนมีโอกาสได้ทำเครื่องเสวยให้สมเด็จพระเทพฯ"
"การส่งเด็กไปถูกที่ถูกทาง ไปด้วยใจที่เค้าชอบจริง ๆ นั่นคือความภูมิใจ "
เมื่อถามว่า มีความแตกต่างไหมระหว่างการเป็นครูที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ กับครูชาย-หญิง ครูเอชี้ให้สิ่งที่ไม่ต่างกันเลย คือ ความเป็นเพศไม่ได้ตัดสินความสามารถของการเป็นครู
"จะเป็นครูเพศไหนไม่ได้มีผลอะไรกับการเรียนรู้ของนักเรียนเลย ทักษะในการจัดการเรียนรู้ต่างหาก"
"แต่ในแง่การต้องพิสูจน์ ครูเพศที่สามทุกคนน่าจะเหนื่อยกว่า เพราะว่าต้องทำงานหนักเพื่อทำให้เขารู้ว่า ฉันก็เป็นครูได้ เราต้องเอาเรื่องงานมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อกลบลบเพศสภาพที่คนอื่นมองเรา"
ทุกวันนี้ ครูเอ ไม่คิดจะย้ายเข้าไปอยู่โรงเรียนในเมือง เพราะคิดว่าโรงเรียนนอกเมืองต้องการครู เธอมองว่าโดยพื้นฐานแล้ว เด็กในเมืองมีความพร้อมอยู่แล้ว
แต่กับเด็กในโรงเรียนที่ไกลออกไป นอกจากให้ความรู้แล้ว "ต้องให้อย่างอื่นอีก มันยากกว่า มันท้าทาย จนมันเกิดเป็นความรักต่อพวกเขา"
ครูเอ ตอบคำถามบีบีซีไทยว่า หากเธอไม่ได้อยู่ในจุดที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ ในทางกลับกันเธอจะเป็นอย่างไร
เธอมองว่า คงอยู่ยากมากในสังคมที่แวดล้อมเธออยู่
"สังคมยังให้ค่าของเพศชายเป็นใหญ่ เราจะพบว่าไม่มีครูผู้หญิงคนไหนจะออกมาแอนตี้สาวประเภทสองที่มากดดัน กลายเป็นว่า น้อง ๆ (ครูเพศที่สาม) ต้องแอคทีฟ หากเป็นครูที่สอนไปวัน ๆ ถ้าเจอสภาวะคนไม่ยอมรับก็จะอยู่ยาก"
เธอยังกล่าวถึง ทัศนคติของอาจารย์ในคณะครุศาสตร์ ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า เรื่องนี้ สะท้อนว่าผู้ชายมักคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่
"เขามองว่าการเป็นเพศที่สามเป็นความน่ารังเกียจ เด็ก ๆ รุ่นใหม่อาจไม่เจอมากนักเพราะโลกทัศน์กว้างขึ้น แต่สิ่งที่เราเจอมา เราเจอมันจนชินชา เวลาเห็นเรื่องแบบนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนที่แสดงคำพูดแบบนี้มีทัศนคติแบบไหน"
"ที่เราไปแสดงความเห็น เพราะรู้สึกว่า ทำไมลดทอนคุณค่าของตัวเองด้วยการตั้งคำถามแบบนี้บนโลกออนไลน์ เหมือนโยนความผิดว่า กะเทยเพศที่สามไม่มีสิทธิเป็นข้าราชการครู"
ธันยพร บัวทองผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เป็นธรรมดาของทุกๆ ปี สมาพันธ์สมาคมห้องสมุดนานาชาติ หรือ IFLA (The International Federation of Library Associations) จะประกาศรางวัลห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Public Library of the Year ซึ่งสำหรับปี 2018 นั้น ห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือก คือ ห้องสมุดของเมือง เด็นเฮลเดอร์ (Den Helder) ประเทศเนเธอร์แลนด์
เด็นเฮลเดอร์เป็นเมืองชายฝั่งและเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือ ในอดีตเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งมายาวนานหลายร้อยปี ดังเช่นในปี 1795 กองเรือดัตช์ถูกกองกำลังทหารม้าจากประเทศใกล้เคียงโจมตี หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองเด็นเฮลเดอร์ก็ถูกกองกำลังเยอรมันยึดเป็นฐานทัพ และตกเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร
ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เมืองให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูย่านใจกลางเมืองที่เคยถูกทำลาย โดยวางแผนที่จะสร้างพื้นที่ใหม่ที่เจิดจ้ามีชีวิตชีวา ซึ่งคาดหวังว่าสามารถช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับชาวเมืองได้ด้วย แผนพัฒนาดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับบริบทของเมืองที่จำนวนประชากรกำลังลดลง และผู้คนรุ่นใหม่มีสายสัมพันธ์ที่จืดจางกับท้องทะเล



“เมืองกำลังต้องการพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับห้องนั่งเล่น”
ห้องสมุดเมืองเด็นเฮลเดอร์ สร้างขึ้นโดยดัดแปลงมาจากอาคารโรงเรียนที่เก่าแก่นับร้อยปี จึงใช้ชื่อว่า “School 7” เพื่อให้คงเค้าอดีตความเป็นโรงเรียนเอาไว้ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2016
สถาปนิกใช้แนวคิด “a literacy stepping stone”[1] มาเป็นไอเดียในการออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สร้างห้องสมุดให้เป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนสามารถมานั่งอ่านหนังสือ จิบกาแฟ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารหรือ smart device ต่างๆ เพื่อท่องโลกออนไลน์ ห้องสมุดพยายามเชื่อมโยงเมืองและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นแทนที่จะวางชั้นหนังสือบังผนังด้านหน้าต่าง ก็พยายามวางเลี่ยงเพื่อให้สามารถมองเห็นวิวเมืองได้ อีกทั้งยังเป็นการเปิดรับแสงจากธรรมชาติให้เข้ามาภายใน
ห้องสมุดออกแบบ “พรมลายไม้” เพื่อนำสายตาผู้ใช้บริการเข้าไปยังพื้นที่แบบเปิด (open space) ซึ่งเดิมเคยเป็นห้องเรียน และโชว์โครงหลังคาดั้งเดิมที่ทำจากไม้ ห้องเรียนบางส่วนถูกปรับให้เป็นห้องนั่งเล่นที่ใช้วางเก้าอี้บีนแบ็ก (Bean Bag) สำหรับเอนนอนอ่าน ส่วนบริเวณที่แต่เดิมเคยเป็นห้องส้วม 3-4 ห้องติดกัน ก็ถูกปรับให้เป็นห้องอ่านหนังสือแบบเดี่ยว ซึ่งเหมาะเจาะพอดิบพอดีทั้งขนาดที่นั่งสำหรับนักอ่าน 1 คน และบรรยากาศที่ต้องจดจ่อใช้สมาธิในการศึกษาค้นคว้า
อาคารหลังเก่าบางส่วนนั้นไม่สามารถรองรับน้ำหนักชั้นหนังสือได้ สถาปนิกจึงออกแบบสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาใกล้ๆ กัน แล้วผสมผสานฟังก์ชั่นการเรียนรู้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากการอ่านเอาไว้ด้วยกัน เช่น โรงละครและร้านกาแฟ


ห้องสมุดเมืองเด็นเฮลเดอร์ หรือ School 7 เป็นมากกว่าสถานที่สำหรับยืมคืนหนังสือ ผู้อำนวยการห้องสมุดกล่าวว่า พวกเขาต้องการทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าห้องสมุดเหมือนกับบ้าน ซึ่งทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้อพยพและคนต่างชาติต่างภาษา สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่ School 7 เป็นเสมือนบ้านหลังที่สาม (third place) ซึ่งจะมาอ่านหนังสือก็ได้ นั่งทำงานก็ได้ หรืออาจจะมาร่วมกิจกรรม เรียนภาษา และหลักสูตรต่างๆ แม้กระทั่งมาขอใช้บริการพื้นที่ห้องสมุดเพื่อจัดงานแต่งงาน หรือจัดปาร์ตี้วันเกิด ทุกอย่างนั้นเป็นไปได้ทั้งสิ้น ณ ที่แห่งนี้ เหตุผลเพราะพวกเขาเชื่อว่า ห้องสมุดมีบทบาทสำคัญในด้านการเป็นจุดพบปะทางสังคม ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทบาทด้านสารสนเทศและการศึกษา
สำหรับห้องสมุดที่เคยได้รับรางวัล Public Library of the Year ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ 5 ปี ได้แก่
ปี 2014 ห้องสมุดเครจีเบิร์น (Craigieburn Library) ประเทศออสเตรเลีย (อ่านได้ที่นี่)
ปี 2015 ห้องสมุดคิสตา (Kista Public Library) ประเทศสวีเดน (อ่านได้ที่นี่)
ปี 2016 ห้องสมุด Dokk1 ประเทศเดนมาร์ก (อ่านได้ที่นี่)
ปี 2017 ไม่มีห้องสมุดที่ได้รับรางวัล
เป็นที่น่าสังเกตว่า ห้องสมุดที่ได้รับรางวัลส่วนใหญ่เป็นของประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีชื่อเสียงในเรื่องของการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เน้นประโยชน์ใช้สอยและการเอาชนะข้อจำกัด ทั้งสิ้น
[1] stepping stone คือหินที่ใช้เหยียบก้าวข้ามลำธารตื้นๆ ความหมายในที่นี้คือ วิธีการที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไป
ที่มาเนื้อหาและภาพ :
เว็บไซต์ designinglibraries.org.uk
เว็บไซต์ frameweb.com
เว็บไซต์ dutchnews.nl
เว็บไซต์ marsinterieur.nl
เผยแพร่ครั้งแรก มกราคม 2562