สถาบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะเปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ!!! - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

สถาบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะเปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ!!!

โพสเมื่อ 11 ต.ค. 2561 18:06:03 โดย MontatipL

การเรียนจบปริญญาตรีของคนในยุค Gen-X ด้วยการใช้เวลา 4-5 ปี โดยสามารถนำความรู้จากปริญญาตรีไปใช้ได้อีกนับ 10 ปีในการทำงานโดยไม่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติม ซึ่งมันกำลังจะเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้วสำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งเกิดมาในช่วงเวลานี้เป็นต้นไป เพราะองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ กำลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดตลอดเวลาจนเด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาในอดีตมาใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคตได้หากพวกเขาไม่ได้ขวนขวายหาความรู้ตลอดเวลา

World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่า นับจากนี้ไปภายใน 5 ปี อาชีพหลายอาชีพที่เคยมีอยู่ในวันนี้อาจหายไป แต่จะมีอาชีพที่เราไม่เคยเห็นเลยในอดีตเกิดขึ้นมากมาย และจะทำให้ตลาดแรงงานต้องการขีดความสามารถ (skill) ใหม่ๆ จากแรงงานในอนาคต ซึ่งรูปแบบของ skill ในวันนี้จะเปลี่ยนไปกว่า 35% ภายในปี 2020 และจะเปลี่ยนไปด้วยอัตราเร่งตลอดเวลานับจากนี้ไป

ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 คนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตเป็นแรงงานแห่งอนาคตต้องสร้าง skill เพื่อดักอนาคตให้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม และยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่พัฒนาขึ้นโดยการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (social and emotional learning : SEL) โดยหากคนรุ่นใหม่เหล่านั้นมีความสามารถทางสังคมและทางอารมณ์ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ก็จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้

World Economic Forum ได้เผยแพร่รายงานหลายฉบับที่มุ่งเน้นประเด็นปัญหาในเรื่องช่องว่างทางทักษะในศตวรรษที่ 21 และแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยเทคโนโลยี ซึ่งได้มีการอธิบายทักษะที่สำคัญ 16 ประการสำหรับสถาบันการศึกษาที่ควรจะต้องมีให้กับแรงงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้แก่ “ความรู้พื้นฐาน” เช่น ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ การคำนวณและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ความรู้ด้าน ICT ความรู้ด้านการเงิน และความรู้ด้านวัฒนธรรมและการเมือง อีกทั้งทักษะที่เป็น “ความสามารถ” คือ สามารถเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ได้แก่ การทำงานร่วมกัน การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมี “คุณลักษณะเชิงคุณภาพ” คือ สามารถปรับตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความอยากรู้ ความคิดริเริ่ม ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว ความเป็นผู้นำ และการรับรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม

                                                         

การที่เทคโนโลยีได้ถึงมือผู้เรียนอย่างรวดเร็วและราคาถูก จนทำให้พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้เร็วกว่าที่มหาวิทยาลัยจัดให้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายกับมหาวิทยาลัยที่จับต้องไม่ได้ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล anyone anywhere anytime และราคาถูกมากเข้ามาแย่งผู้เรียนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มว่าเด็กที่เพิ่งเกิดมาในวันนี้อาจไม่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแบบที่พวกเราจบมาแบบในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป ซึ่งมหาวิทยาลัยทางกายภาพอาจเป็นที่พบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พบปะผู้เชี่ยวชาญ และฝึกอบรบระยะสั้นแบบ face-to-face เท่านั้น ดังนั้น รูปแบบสถาบันการศึกษาในอนาคตจึงจะมีรูปแบบเป็น online มากขึ้นอย่างเด่นชัด

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ Times Higher Education World university Rankings ในปี 2017 – 2018 จากการนำเสนอการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (massive open online course : MOOC) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ไม่จำกัดจำนวนคนเข้าเรียน และเป็นระบบเปิดสำหรับทุกคนที่อยากเรียนจะต้องได้เรียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเรียน โดยมหาวิทยาลัย Oxford ได้ร่วมมือกับ edX ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนออนไลน์ที่ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบัน MIT โดยมีหลักสูตร “From Poverty to Prosperity: Understanding Economic Development” เป็นที่น่าสนใจและสามารถดึงดูดผู้ลงทะเบียนเรียนได้มากกว่า 47,000 ราย จากเกือบทุกประเทศทั่วโลก

หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดหลักสูตรในระบบ MOOC จึงทำให้ Oxford เปิดตัวหลักสูตรที่สองขึ้น ซึ่งได้มีรูปแบบการสอนใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น การตอบคำถามแบบสดโดยศาสตราจารย์ Paul Collier หัวหน้าหลักสูตร

ซึ่งนับตั้งแต่ที่ MOOC ได้เกิดขึ้นและแพร่หลายในปี 2011 ได้มีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนหลักสูตรระยะสั้นนับล้านคนทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และพร้อมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลังจากนั้น MOOC ได้เกิดขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว เช่น Coursera, edX และ Udacity ในสหรัฐอเมริกา และ FutureLearn ในสหราชอาณาจักร โดยในปี 2015 Coursera มีจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 17 ล้านคนทั่วโลก และยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่นำเสนอแพลตฟอร์ม MOOC อีกหลายแห่ง ได้แก่ Caltech, Harvard, MIT, Stanford, Sorbonne, Peking และ Oxford

ในปี 2011 มหาวิทยาลัย Stanford ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์ฟรีขึ้นมา 3 หลักสูตร สำหรับทุกคนที่มีการเชื่อมต่อเว็บ หนึ่งในนั้นคือ MOOC ที่สอนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสอนโดย Sebastian Thrun และ Peter Norvig โดยสามารถดึงดูดนักเรียนได้มากกว่า 160,000 คน เบื้องหลังของความสำเร็จนี้ Thrun และ Norvig ได้สร้าง Udacity ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ จนในปัจจุบันความนิยมของหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย Stanford เป็นแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยต่างๆ นำเสนอระบบ MOOC มากมายหลายแห่ง ซึ่งมีอีก 2 แพลตฟอร์มที่โดดเด่น ได้แก่ Coursera และ EdX โดย The New York Times ได้ประกาศเมื่อปี 2012 เป็นปีแห่ง MOOC

ในปี 2013 Open University ได้สร้างแพลตฟอร์ม Mooc ของตัวเองขึ้นมา ใช้ชื่อว่า FutureLearn โดยนำเสนอหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร และได้มีแพลตฟอร์ม MOOC อื่นๆ เกิดขึ้น ได้แก่ Open2Study ในออสเตรเลีย และ iversity ในเยอรมนี

ในปี 2014 จำนวนมหาวิทยาลัยที่นำเสนอหลักสูตร MOOC ได้เพิ่มเป็นสองเท่า เป็นมากกว่า 400 แห่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ 22 แห่งจาก 25 แห่ง มีหลักสูตรออนไลน์ฟรี

ในปี 2015 จำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งหลักสูตรใน MOOC มีจำนวนมากกว่า 35 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากที่มีประมาณ 16 – 18 ล้านคนในปี 2014

เมื่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้มหาวิทยาลัยที่ยังมีการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมอาจจะล้าสมัยลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวโน้มที่ชัดเจนคือ มหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมจะถูกท้าทายจากสถาบันหรือบริษัทที่สามารถนำเสนอการให้บริการด้านการศึกษาแบบ online ที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความทันสมัยด้านองค์ความรู้ใหม่ๆ ตามความต้องการของผู้เรียน มีราคาค่าเรียนที่ถูกกว่า มีการนำเสนอ content ด้วยเทคโนโลยีที่ถึงมือผู้คนทุกคนทั่วโลก และแน่นอน มหาวิทยาลัยจะต้องรีบปรับตัวก่อนที่จะถูกพลิกผัน คล้ายกับคนเลิกใช้ฟิล์ม เลิกใช้โทรศัพท์สาธารณะข้างถนน เลิกอ่านหนังสือพิมพ์ เลิกเดินไปใช้บริการธนาคารข้างถนน หรือลืมเรียกรถแท็กซี่แบบดั้งเดิม นั่นเอง

 

ขอบคุณบทความดีๆ จาก www.it24hrs.com  วันที่ 30 กันยายน 2018

More Updates

กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือเรื่อง ดำเนินการโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ปี 2561 ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกเขต เพื่อขอให้ สพป. ทุกเขต จัดตั้งทีมนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และเพื่อเป็นตัวแทน สพฐ.ในการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าโรงเรียนบางแห่งมีปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ DLTV เช่น โรงเรียนบางแห่งนำนักเรียน 2 ชั้นมาเรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก เนื้อหาวิชาแต่ละระดับชั้นแตกต่างกัน, ครูผู้สอนเปิดโทรทัศน์แล้วไปปฏิบัติกิจกรรมอื่น ไม่ได้สรุปบทเรียนท้ายชั่วโมงหลังจากจบการสอนจากทางโรงเรียนต้นทาง, โรงเรียนติดตั้งจอโทรทัศน์สูงกว่าระดับสายตามาก ทำให้นักเรียนต้องแหงนดู เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานานจะทำให้ปวดต้นคอและไม่มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น “การดำเนินการต่างๆ จะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือน ธันวาคมนี้ และ สพป. จะต้องรายงานผลการดำเนินงานภายในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2562 โดย สพฐ. จะส่งทีมสุ่มลงพื้นที่ติดตามตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผมจึงให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ในการจัดการเรียนการสอนในโครงการ DLTV อย่างสม่ำเสมอด้วย”เลขาฯ กพฐ.กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก ไทยโพสต์ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561
 

อ่านต่อ
พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่

แม้จะเป็นเรื่องยากในการดูว่าคู่สนทนาของเรากำลังพูดโกหกอยู่หรือไม่ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ในบางสถานการณ์ผู้คนอาจพูดเท็จได้ง่ายและคล่องแคล่วขึ้น หากใช้ภาษาต่างประเทศในการปั้นน้ำเป็นตัวแทนภาษาแม่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Wurzburg) ของเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Experimental Psychology โดยระบุว่างานวิจัยของตนมีผลสรุปสวนทางกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าผู้คนจะโกหกเป็นภาษาต่างประเทศได้ยาก เพราะต้องใช้เชาวน์ปัญญาคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้นกว่าการพูดด้วยภาษาแม่

มีการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครจำนวน 50 คน โดยให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่นักวิจัยกำหนดให้ ซึ่งต้องตอบทั้งในแบบที่พูดตามความเป็นจริงและในแบบที่กล่าวเท็จ ทั้งในภาษาต่างประเทศและในภาษาแม่ของตนเอง เพื่อให้นักวิจัยตรวจวัดความว่องไวในการตอบคำถาม รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และปฏิกิริยาการนำไฟฟ้าที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นขณะตอบคำถามด้วย

ผลปรากฏว่าระยะเวลาที่ใช้ตอบคำถามทั้งแบบพูดจริงและพูดเท็จในภาษาต่างประเทศนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งที่โดยเฉลี่ยการตอบคำถามแบบกล่าวเท็จจะใช้เวลานานกว่าการพูดความจริงในสถานการณ์อื่น ๆ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) ที่ทำให้ผู้พูดไม่สู้มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อภาษาต่างประเทศเท่าภาษาแม่นั้น ช่วยลดทอนภาระในการคิดวิเคราะห์ของสมองระหว่างพูดโกหกให้น้อยลง

นอกจากผลการทดลองข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะตัดสินว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาแม่ของตนเป็นความจริง มากกว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาต่างประเทศอีกด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคไร้พรมแดน โดยการใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ และการสอบสวนหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งขึ้น

อ่านต่อ
โค้งสุดท้าย! รับสมัคร MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.61 นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (บีเอ็มเอ็น) กล่าวว่า ได้เล็งเห็นความสำคัญด้านกาด้านการศึกษาของเยาวชนไทย อยากให้ได้รับความรู้ทางวิชาการเพิ่ม เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย พร้อมแนะแนวคิดที่ดีสำหรับการดำรงชีวิตของเยาวชนไทย จึงอยากเชิญชวนน้องๆ รีบสมัครเข้าร่วม โครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ซึ่งน้องๆ สามารถเข้าร่วมโครงการฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561

สำหรับโครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS เดิมมีชื่อว่า โครงการ MRT พาน้องพิชิต GAT สืบเนื่องจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ.ได้สรุปการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป คือระบบ TCAS โดยย่อมาจาก Thai University Central Admission System จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสอบ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของเยาวชนไทยในอนาคตต่อไป

โครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีนี้ ได้รับเกียรติจากคุณครูผู้ทรงคุณวุฒิและมากด้วยประสบการณ์ถึงสามท่าน ได้แก่ คุณครูสมศรี ธรรมสารโสภณ ที่จะมาแนะนำข้อสอบ GAT ภาษาอังกฤษ, คุณครูสุรเชษฐ์ พิชิตพงศ์เผ่า (คุณครูพี่ยู) จะมาชี้แนะเทคนิคการทำข้อสอบ GAT เชื่อมโยงและเพิ่มเติมด้วย PAT1 คณิตศาสตร์ โดย คุณครูวิเศษ กี่สุขพันธ์ (คุณครูพี่เอ๋) พร้อมทั้งแขกรับเชิญพิเศษ คือ คุณเฌอปรางค์ อารีย์กุล BNK 48 และ คุณเรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ริท เดอะสตาร์ ที่จะมาแนะแนวประสบการณ์ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย




 

อ่านต่อ
ค่ายเด็กใฝ่ดี

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล็งเห็นว่า เด็กในสังคมเมืองทุกวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสของโลกที่หมุนด้วยความรวดเร็ว ฉาบฉวย และการให้ความสำคัญแต่คุณค่าภายนอก ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และไม่มีโอกาสฝึกประสบการณ์ตรงเชิงวิทยาศาสตร์และศิลปะ

ค่ายเด็กใฝ่ดีจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายให้เด็กในสังคมเมืองอายุระหว่าง ๙ – ๑๒ ปีได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่กับป่า ผ่านการเรียนรู้ “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า โดยเน้นการใช้หลักเหตุผลและศิลปะเป็นสื่อกลาง บนฐานความเชื่อว่าจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และการ “เลือกเดินไปในทางที่ดีและเหมาะสม” ทำให้เด็กๆ สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวในโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดี

กิจกรรมการเรียนรู้ในค่ายใฝ่ดี เช่น
• รู้จักพระราชจริยวัตรสมเด็จย่าผ่านกระบวนการ (วิทยา) ศาสตร์ และ ศิลป์ จากการทำดอกไม้แห้งและพระตำหนักดอยตุง
• เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ และเพาะกล้าจากเมล็ดพันธุ์ที่พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
• ใช้ชีวิตในผืนป่าเพื่อเรียนรู้ความพิเศษของสิ่งมีชีวิตรอบตัว รวมถึงตัวเราเองที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
• ซึมซับความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านชนเผ่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย

ค่ายเด็กใฝ่ดีจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้งช่วงปิดภาคเรียนในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนตุลาคม ค่ายเด็กใฝ่ดีรุ่นต่อไป (รุ่นที่ ๑๒) จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/faideecamp

อ่านต่อ