“ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเขาเอง” เป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทยบนพื้นที่สูง ที่ตั้งใจที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรชาวไทยภูเขาบนพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากสภาพเดิมที่มีปัญหาความยากจน เร้นแค้น ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย ปัญหาการผลิตและใช้สารเสพติด ขาดปัจจัยในการดำรงชีพที่เหมาะสม ฯลฯ ซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ปัจจัยการดำรงชีพเท่านั้น เพราะว่าการสงเคราะห์ปัจจัยการดำรงชีพไม่ใช่คำตอบของการยกระดับคุณภาพชีวิตที่แท้จริง เป็นแค่เพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นเท่านั้น ไม่อาจช่วยให้ราษฎรชาวไทยภูเขาเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ดังจะเห็นได้จากเมื่อเขาไม่ได้รับการสงเคราะห์ปัจจัยการดำรงชีพ วงจรแห่งความยากลำบากก็จะกลับมาเยือนพวกเขาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็จำเป็นต้องขอรับการช่วยเหลือจากผู้อื่นเหมือนเดิม วัฏจักร เดิมๆ ของการช่วยเหลือก็จะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น และมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาสะสมมากขึ้นเป็นดังดินพอกหางหมู และยากเกินกว่าจะแก้ไขได้ในอนาคต
โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรโดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสนับสนุนให้ราษฎรชาวไทยภูเขาเกิดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาพวกเขาให้เรียนรู้วิธีการดำรงชีพอยู่กับผืนป่าได้อย่างมี
ความสุขด้วยตัวของเขาเอง สร้างให้เขามีความตื่นรู้อยู่เสมอ ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นคำตอบสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริงและยั่งยืนจนได้รับการยกย่องจากองค์การควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNODC ) ว่าเป็นแม่แบบของโครงการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน ( Sustainable Alternative Development ) เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาสในที่อื่นๆ ซึ่งรูปแบบการพัฒนาของโครงการพัฒนาดอยตุงมีองค์ประกอบการพัฒนาที่สำคัญๆ หลายๆองค์ประกอบ เช่นองค์ประกอบด้านการพัฒนาสังคม องค์ประกอบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ องค์ประกอบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
การจัดการศึกษาเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาโดยได้ร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาทั้งระดับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 และโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพและเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะสภาพการจัดการศึกษาในอดีตนั้นเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นศูนย์กลางเป็นเจ้าของทุกสิ่งในห้องเรียน เด็กมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งและรับการถ่ายทอดความรู้จากครูเพียงฝ่าย การสื่อสารโดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียว (One Way Communication) ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมาดังกล่าวไม่ช่วยให้เด็กสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ การจัดการเรียนรู้แบบ มอนเตสซอรี่จึงเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาของโครงการพัฒนาดอยตุงทั้งนี้เพราะปรัชญาการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ที่เชื่อว่า “เด็กเป็นผู้สร้างตนเอง” จีระพันธุ์ พูลพัฒน์และ คำแก้ว ไกรสรพงษ์.2544 : 8)
ซึ่งแนวทางในการจัดการเรียนรู้เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ยังเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้อิสระกับเด็กที่จะเลือกเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนจัดห้องเรียนให้เสมือนบ้านเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและมั่นใจให้แก่เด็กการจัดการเรียนรู้แบบซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับเด็กชาวไทยภูเขาซึ่งขาดความมั่นใจในการเรียนรู้กับครูซึ่งมาจากต่างวัฒนธรรมและถือได้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมใหม่สำหรับชีวิตของเขา รวมทั้งสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเพราะข้อจำกัดในเรื่องภาษาซึ่งมีความแตกต่างกัน มอนเตสซอรี่ยังเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง (Self Activity) เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับเด็ก ทำให้เด็กได้เรียนรู้จากการซึมซับจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ออกแบบไว้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก จนเด็กสามารถค้นพบและสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดจากการบอกความรู้จากครู บทบาทของครูจะเปลี่ยนแปลงไปจากการเรียนการสอนเดิมๆ ที่ครูเป็นทุกอย่างในห้องเรียนรวมไปถึงการเป็นเจ้าของกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีเด็กเป็นเพียงผู้ทำตามคำสั่งของครู แต่ครูจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก ( Facilitator) เชื่อมโยงให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามความต้องการของเด็กกับสิ่งแวดล้อมที่ครูออกแบบให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายสูงสุดของการเรียนรู้คือการมุ่งให้เด็กได้เป็นเด็กที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง ฝึกให้เห็นคุณค่าของความร่วมมือกับส่วนรวม การควบคุมตนเอง มีสมาธิ ความรับผิดชอบ ความอดทน เป็นต้นสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของ การส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดการเรียนรู้แบบ มอนเตสซอรี่ในโรงเรียนบนพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือการพัฒนาคุณภาพของคนรุ่นใหม่ ( New Generation) ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงให้เป็นคนที่มีคุณลักษณะที่ดีมีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม มีความมั่นใจ ไม่ลืมรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเอง และตระหนักรู้ถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สารสนเทศและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมถึงพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ รวมทั้งรับช่วงต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
วิธีดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่
การดำเนินพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ มอนเตสซอรี่ ได้เริมดำเนินการในปีการศึกษา ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบันมีระยะการดำเนินการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เป็น ๔ ระยะ ดังนี้
๑. ระยะเตรียมการ
๒. ระยะทดลอง
๓. ระยะขยายผล
๔. ระยะดำรงคุณภาพ
รายละเอียดของการดำเนินการในแต่ละระยะมี ดังนี้
๑. ระยะเตรียมการ
การเตรียมการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่มีวิธีการดำเนินการ ดังนี้
๑.๑ การประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง( stakeholder) ในการจัดการเรียนรู้ได้รับทราบ
๑.๒ พัฒนาความรู้ความเข้าใจและทักษะของครูผู้สอนเกี่ยวกับหลักการและแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ โดยใช้วิธีการที่หลากหลายดังนี้
๑.๒.๑ การอบรมเชิงปฏิบัติการ ( Workshop)
๑.๒.๒ การศึกษาดูงานที่โรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ซึ่งเป็นการศึกษาดูงานแบบฝังตัวเป็นเวลาสองสัปดาห์
๑.๒.๓ การจัดทำคู่มือการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ให้ครูได้ศึกษาและเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของครู
๑.๒.๔ การเรียนรู้จากวิทยากรต้นแบบ ( On the Job training )
1.๓ สร้างความตระหนักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ให้ครูได้เกิดเจตคติที่ดีต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสุนทรียะสนทนา ( Dialogues )
๑.๔. ปรับปรุงสภาพห้องเรียนให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
๑.๕ จัดหาสื่อการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
๒. ระยะทดลอง
การจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียนได้เริ่มทอลองจัดในชั้นอนุบาลในปีการศึกษา ๒๕๔๖ มีรายละเอียดของการดำเนินการดังนี้
๒.๑ วิทยากรต้นแบบ
( Mr.Anthony Herring และ ครูเกิดแก้ว เจริญยิ่ง) ได้ร่วมกับครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาลออกแบบชั้นเรียน จัดหาสื่อการเรียนรู้โดยการซื้อจากผู้ผลิตสื่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ วางแผนการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดผลประเมินผล
๒.๒ วิทยากรต้นแบบดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยให้ครูผู้สอนเป็นผู้ช่วยและร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปด้วยกันทุกวันเพื่อฝึกทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนเป็นการฝึกฝนด้วยการปฏิบัติจริง โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้กลุ่มประสบการณ์ชีวิตประจำวัน ( Practical Life ) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่เด็กต้องเรียนรู้เพื่อให้เด็กเกิดทักษะที่จำเป็นกับการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ในกลุ่มประสบการณ์อื่นๆ ต่อไป
๒.๓ วิทยากรต้นแบบคอยสังเกตการณ์จัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนว่ามีทักษะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ได้ดีเพียงใดและเพิ่มพูนทักษะการจัดการเรียนรู้ให้กับครูผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Share Experience) การฝึกอบรมในระหว่างปิดภาคเรียน และการศึกษาดูงาน
๒.๔ วิทยากรต้นแบบเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีวิทยากรต้นแบบเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเมื่อครูผู้สอนเกิดปัญหาหรือขาดความมั่นใจในการจัดกิจกรรม
๒.๕ วิทยากรต้นแบบ ครูผู้สอน ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรค
๒.๖ วิทยากรต้นแบบและครูผู้สอนร่วมกันผลิตสื่อขึ้นใช้เองทดแทนการสั่งซื้อจากผู้ผลิตสื่อ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง
๒.๗ วิทยากรต้นแบบลดบทบาทของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองเพื่อเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอย่างเต็มที่ โดยวิทยากรต้นแบบทำหน้าที่ผู้ประสานงาน นิเทศ ติดตามการจัดการเรียนรู้ร่วมกับผู้บริหาร
๓. ระยะขยายผล
หลังจากการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตส ซอรี่มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กอนุบาลของโรงเรียนบ้าน ขาแหย่งพัฒนาแล้ว เมื่อประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวมีผลการดำเนินการดีเยี่ยม ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ ลดบทบาทของตนเองจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้อำนวยความสะดวก( Facilitator) ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้ปกครองของเด็กที่ในระยะแรกไม่รู้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่เริ่มเข้าใจและเห็นด้วยกับการจัดการเรียนในลักษณะนี้ รวมถึงชื่นชมพฤติกรรมการเรียนรู้ของบุตรหลานของตนเองที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทางโครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักนวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต ๓ จึงได้ร่วมกันขยายผลการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่โดยมีรูปแบบของการขยายผลมี ๒ รูปแบบ ได้แก่
๑. การขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๘ โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๖ โรงเรียน และเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน ๒ โรงเรียน โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับอนุบาล โดยโรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนาได้ขยายเพิ่มห้องเรียนอนุบาลเป็น ๒ ห้องเรียน ในปีการศึกษา ๒๕๔๘
๒. การขยายผลในระดับชั้นเรียน ได้แก่การขยายชั้นเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ในระดับชั้นประถมศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๔๙ โดยเริ่มในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ทุกโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในปีการศึกษา ๒๕๔๙
วิธีการขยายผลการจัดการเรียนรู้มีวิธีการดำเนินการดังนี้
การขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๘ โรงเรียน ได้ดำเนินการดังนี้
๑. ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาของโรงเรียนทั้ง ๘ โรงเรียน ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหาร ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
๒. วิทยากรต้นแบบและครูผู้สอนในระดับอนุบาลของทุกโรงเรียนร่วมกันออกแบบชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้ วางแผนการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดผลประเมินผล และการจัดหาสื่อการเรียนรู้ ซึ่งในการขยายผลการจัดการเรียนรู้จะให้หน่วยงานช่างของโครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนทั้งหมดทดแทนการสั่งซื้อจากผู้ผลิตสื่อ ซึ่งสามารถลดต้นทุนของสื่อการเรียนการสอนลงไปได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพสื่อที่บางรายการยังไม่ได้มาตรฐานต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซมให้ได้มาตรฐาน
๓. วิทยากรต้นแบบได้พัฒนาครูผู้สอนให้มีทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่โดยใช้วิธีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากพี่สู่น้องโดยให้ครูที่ได้รับการพัฒนาจากโรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนาได้มาเล่าประสบการณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ให้โรงเรียนอื่นๆ ฟังนอกจากนี้วิทยากรต้นแบบยังได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) เพื่อพัฒนาครูผู้สอนของทั้ง ๘ โรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนรู้และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง
๔. สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาเชียงรายเขต ๓ ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศ กำกับ ติดตามการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ขึ้นมาเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
๕. โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสำนักนวัตกรรมการจัดการศึกษา ได้สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาครูและผลิตสื่อการเรียนการสอนในการขยายผลการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่สู่โรงเรียนซึ่งใช้หลักการความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินอย่างเต็มที่
ส่วนการขยายผลในระดับชั้นเรียน มีวิธีการดำเนินการดังนี้
การขยายผลในระดับชั้นเรียนจากชั้นอนุบาลสู่ชั้นประถมศึกษานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการจัดการเรียนรู้ และยกระดับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กให้สูงขึ้น แต่เนื่องจากหลักการการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่กับระบบการจัดการศึกษาของไทยในปีการศึกษา ๒๕๔๙ ยังมีความแตกต่างกันค่อยข้างสูง ทั้งในเรื่องของการจัดชั้นเรียน การวัดผลประเมินผล และการจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ดังนั้นจึงมีการขยายผลการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ในลักษณะของการบูรณาการเข้าสู่หลักสูตรการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยเน้นในเรื่องของการพัฒนากลุ่มประสบการณ์ที่เด็กควรได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษ ซึ่งได้แก่ ภาษา คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา โดยมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้
๑. วิทยากรต้นแบบและครูผู้สอนในระดับอนุบาลของทุกโรงเรียนร่วมกันออกแบบชั้นเรียนการจัดการเรียนรู้ วางแผนการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดผลประเมินผล และการจัดหาสื่อการเรียนรู้ ซึ่งใช้การผลิตสื่อที่ครูผู้สอนเป็นผู้ผลิตสื่อเองทั้งหมด ทั้งสื่อลูกปัดที่ใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้คณิตสาสตร์และสื่อภาษาไทยซึ่งประยุกต์ใช้จากการหลักการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่
๒. วิทยากรต้นแบบได้พัฒนาครูผู้สอนให้มีทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่โดยใช้วิธีการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ( Workshop ) เพื่อพัฒนาครูผู้สอนของทั้ง ๘ โรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนรู้และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง
๓. สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาเชียงรายเขต ๓ ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศ กำกับ ติดตามการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ขึ้นมาเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
๔. โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสำนักนวัตกรรมการจัดการศึกษา ได้สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาครูและผลิตสื่อการเรียนการสอนในการขยายผลการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่สู่โรงเรียนซึ่งใช้หลักการความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินอย่างเต็มที่
การขยายผลการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ในระดับชั้นประถมศึกษามีข้อจำกัดในการดำเนินงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่โรงเรียนในโครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน ) อันเนื่องมาจากพระราชดำริมีระยะทางค่อนข้างห่างไกลกัน ตลอดจนมีความยากลำบากในการเดินทางทำให้ความต่อเนื่องของการนิเทศ กำกับติดตามขาดความต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถขยายผลสู่ระดับชั้นประถมศึกษา ทุกระดับชั้นได้จึงมีการขยายผลในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๓ ซึ่งเป็นช่วงชั้นที่ ๑ ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. ๒๕๔๔ เฉพาะโรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา
๔. ระยะดำรงคุณภาพ
การจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกมานานมากแล้ว แต่ในเมืองไทยยังถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนที่ใหม่สำหรับนักการศึกษาหรือสถานศึกษาหลายๆ แห่ง การที่จะยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างเครือข่ายของการจัดการเรียนรู้แบบ มอนเตสซอรี่ให้มากขึ้น โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสำนักนวัตกรรมการจัดการศึกษา รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต ๓ จึงได้ร่วมกันดำเยินการสร้างเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้โดยดำเนินการ ดังนี้
๑. เปิดโอกาสให้นักการศึกษาทั้งในและต่างประเทศได้เข้ามาสังเกตและศึกษาดูงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน
๒. ร่วมกับ IBM (International Business Machine) จัดทำเว็ปไซด์การจัดการเรียนรู้แบบ มอนเตสซอรี่ขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ของผู้สนใจใน การจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่
๓. จัดแสดงผลงานการจัดการเรียนรู้ทั้งในระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานสัมมนาวิชาการต่างๆ
๔. จัดกิจกรรมพัฒนาครูผู้สอนเพื่อยกระดับเป็นวิทยากรในการเผยแพร่ความรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ (Train The Trainer)
๕. ประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อนำแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
๖. เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยราชภัฏได้นำนักศึกษามาฝึกประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่เพื่อพัฒนานักศึกษาให้เป็นครูสายพันธุ์ใหม่
ผลการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ของโรงเรียนได้ส่งผลดีที่เกิดกับเด็ก ครู โรงเรียน ตลอดจนชุมชน ดังนี้
๑. ผลที่เกิดกับเด็ก ได้แก่
๑.๑ เด็กมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนรู้ที่ไม่ต้องมีครูคอยบังคับ เด็กมีอิสระในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตนเองสนใจ
๑.๒ เด็กเรียนรู้ได้เร็วกว่าวิธีการเรียนรู้แบบเดิม สามารถผ่านการประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้
๑.๓ เด็กมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและมีความมั่นใจที่จะสื่อสารกับครูและบุคคลอื่นมากขึ้น
๑.๔ เด็กมีวินัยในตนเองมากขึ้น รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น รู้จักการรอคอย และปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องเรียนได้ดี
๑.๕ เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ไม่ต้องเป็นภาระของผู้ปกครองที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่มากนัก
๒. ผลที่เกิดกับครูผู้สอน ได้แก่
๒.๑ ครูผู้สอนมั่นใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น
๒.๒ ครูผู้สอนใช้เสียงในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนน้อยลง ไม่ต้องตะโกนแข่งกับเสียงเด็ก เพราะเด็กๆ มีสมาธิกับกิจกรรมที่เขาทำ
๒.๓ ครูได้รับการยกย่องเชิดชู และมีขวัญกำลังใจที่ดีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพการสอนของตนเองมากขึ้น
๓. ผลที่เกิดกับโรงเรียน ได้แก่
๓.๑ โรงเรียนได้รับการยอมรับจากชุมชนและหน่วยงานทางการศึกษาอื่นๆ
๓.๒ โรงเรียนประหยัดงบประมาณในการจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนเพราะสื่อมอนเตสซอรี่มีความทนทาน และสะดวกในการใช้งาน