เด็กไทยคว้าชัย 4 เหรียญเงินชีววิทยาโอลิมปิกจากอิหร่าน - Doitung
ขนาดตัวอักษร :
ก
ก

เด็กไทยคว้าชัย 4 เหรียญเงินชีววิทยาโอลิมปิกจากอิหร่าน

โพสเมื่อ 28 ส.ค. 2561 17:59:39 โดย ชฎาพร

คณะผู้แทนฯเดินทางกลับถึงไทยวันจันทร์ 23 กรกฎาคม 2561 เที่ยวบิน EK 374 เวลา 8.00 น. สสวท. มีพิธีรับคณะผู้แทนเวลา 8.30 น. ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 2 ด้านในประตูที่ 1 บริเวณผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ... ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าตามที่ได้จัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 29 ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน วันที่ 15 – 22 กรกฎาคม 2561 ผลปรากฏว่าผู้แทนประเทศไทยสามารถทำได้ 4 เหรียญเงิน ดังนี้

  • นายนิรวิทธ์ เชาวนจินดา โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพมหานคร
  • นายปารีส นิลทลักษณ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม
  • นายฐิติวัสส์ อัศวเลิศพลากร โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร
  • นางสาวรุจีรดา วิโรจนานุวัฒน์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม

คณะอาจารย์ในทีมประกอบด้วย ผศ.ดร.นพดล กิตนะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้าทีม รศ.ดร.ศุภจิตรา ชัชวาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม รศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม รศ.ดร.ธีระพงษ์ บัวบูชา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม ดร.ศันสรียา วังกุลางกูร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และอาจารย์ทวินันท์ แสงขัติยะ นักวิชาการ สสวท.ผู้จัดการทีม

ในปีนี้มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน 70 ประเทศ นักเรียนร่วมการแข่งขัน 270 คน ได้รับเหรียญทอง 27 คน เหรียญเงิน 54 คน เหรียญทองแดง 80 คน โดยอันดับที่ 1 ของโลกคือ เวียดนาม อันดับที่ 2 คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน อันดับที่ 3 คือ จีน ไทเป ข้อสอบประกอบด้วยภาคปฏิบัติ 6 ชั่วโมง ภาคทฤษฎีแบ่งเป็นชุด A จำนวน 3 ชั่วโมงและชุด B จำนวน 3 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง คณะผู้แทนประเทศไทยจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยวันจันทร์ 23 กรกฎาคม 2561 เที่ยวบิน EK 374 เวลา 8.00 น. สสวท. จะมีพิธีรับคณะผู้แทนเวลา 8.30 น. ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 2 ด้านในประตูที่ 1 บริเวณผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ  

 

ที่มาภาพและข่าวจาก เฟซบุ๊คเพจ IPST Thailand วันที่ 22 กรกฎาคม 2561
 

More Updates

สมัครสอบครูผู้ช่วยวันแรกคึกคัก ยอดพุ่งกว่า 3 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดให้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2561 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 18-24 กรกฎาคม ในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) 74 แห่ง และสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ใน 90 กลุ่มวิชา อัตราว่างที่ประกาศรับสมัคร 6,024 อัตรา พบว่า การรับสมัครในวันแรก วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจสมัครสอบครูผู้ช่วยจำนวนมาก มีผู้สมัครมากถึง 30,298 คน สำหรับ กศจ. ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กศจ.สุรินทร์ 1,801 คน กศจ.กรุงเทพมหานคร 1,733 คน กศจ.นครราชสีมา 1,644 คน กศจ.อุบลราชธานี 1,355 คน และกศจ.ชัยภูมิ 1,147 คน โดยคาดว่า การการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้จะมีผู้สมัครมากกว่า 1 แสนคน นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการป้องกันการทุจริต ยืนยันว่า ระบบการจัดสอบที่มี กศจ. ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ดำเนินการ เป็นระบบที่มีการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยการดำเนินการในรูปแบบนี้ ไม่เกิดการทุจริตใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของ สพฐ. มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ป้องกันการทุจริตในทางลับ มีการสืบหาการทุจริตทางโชเชียล ซึ่งหากพบว่า มีการเปิดติวที่ส่อไปในทางทุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูเพื่อระงับเหตุ เนื่องจากสพฐ. ประกาศชัดเจนว่า ไม่ให้ข้าราชการของสพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติว เพื่อสอบครูผู้ช่วย ซึ่งถ้าพบถือว่ามีความผิดทางวินัย และต้องถูกลงโทษแน่นอน กรณีหลอกลวงต้มตุ๋น มีโทษวินัยร้ายแรง ถึงขั้นไล่ออก ปลดออก สำหรับการจัดทำข้อสอบนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งทางสพฐ. จะไม่เปิดชื่อสถาบันออกข้อสอบ เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ตนเชื่อว่า จะไม่มีปัญหา ข้อสอบรั่วแน่นอน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กศจ. จะ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วันที่ 31 กรกฎาคม สอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม และอุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา วันที่ 18 สิงหาคม สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 19 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 27 ส.ค.2561 สอบสัมภาษณ์ ภาค ค วันที่ 1 ก.ย.61 ประกาศผลสอบวันที่ 6 กันยายน และบรรจุแต่งตั้งภายในวันที่ 1 ตุลาคม

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 - 13:59 น.
 

อ่านต่อ
ทั่วโลกจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร?

ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับมลพิษฝุ่นขนาดจิ๋ว หรือมลพิษทางอากาศ PM2.5 แม้ว่าในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามลพิษจะเบาบางลงแล้ว แต่หลังจากช่วงหยุดยาวปีใหม่ มลพิษฝุ่นก็กลับมาอาละวาดอีกครั้ง

โลกกำลังเจอ “อากาศสกปรก”

ปีที่แล้วอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศมากที่สุด แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีน (แม้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศที่จีนก็ยังแย่อยู่) โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) กล่าวไว้ว่าเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศ

แล้วหลายๆประเทศจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร?

สำนักข่าว the Guardian และเว็บไซต์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้โดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายเมือง เช่น

1.กรุงปารีส ฝรั่งเศส  

เมืองน้ำหอมแห่งนี้เลือกสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งในย่านศูนย์กลางเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ ห้ามใช้รถยนต์ในย่านฌ็องเซลิเซ่ 1 ครั้ง ต่อเดือน อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้จักรยานโดยจัดทำโครงการยืมจักรยาน หรือเรียกกันว่า ธนาคารจักรยาน

2.กรุงนิวเดลี อินเดีย   

หลังจากสถิติมลพิษทางอากาศของอินเดียพุ่งสูงเท่าๆกับจีน รัฐบาลได้ออกนโยบายห้ามรถยนตร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถ SUV ที่มีเครื่องยนตร์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี รวมทั้งบังคับให้รถแท็กซี่เครื่องยนต์ดีเซลหลายพันคันหยุดวิ่ง นอกจากนี้ยังทดลองนโยบายการให้รถยนต์เลือกหยุดวิ่งในวันคี่หรือวันคู่ และกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้อูเบอร์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียยังไม่มีมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเผาทำลายซากผลผลิตจากเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3.เนเธอร์แลนด์

รัฐบาลของเนเธอแลนด์มีการเสนอนโยบายห้ามการขายรถยนต์ดีเซล และหากร่างนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปีพ.ศ.2568 โดยการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ร่างนโยบายนี้ยังคงอนุโลมให้ประชาชนที่มีรถยนต์ดีเซลอยู่ก่อนแล้วสามารถใช้รถต่อไปได้

4. เมืองไฟรบวร์ค (Freiburg) เยอรมนี

ไฟรบวร์ค มีทางปั่นจักรยานรวมแล้วมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร มีรถรางและมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก ทั้งนี้ในย่านชานเมืองบางแห่งยังห้ามไม่ให้ประชาชนจอดรถยนต์ใกล้ๆบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินเช่าพื้นที่จอดรถกว่า 18,000 ยูโร หรือประมาณ 660,162 บาท

5.เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก

โคเปนเฮเกนให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานทดแทนรถยนต์ส่วนตัว แนวคิดของการใช้จักรยานนี้คือการคิดถึงมูลค่าของจักรยานเทียบกับรถยนต์ โดยการขี่จักรยาน 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.42 ดอลล่า สหรัฐ ในขณะที่การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นระยะทาง 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.20 ดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้เมืองส่วนใหญ่ในเดนมาร์กเริ่มทยอยหยุดใช้รถยนต์มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเพื่อทำตามนโยบายเมืองที่มุ่งจะเป็นเมือง Carbon Neutral หรือเมืองที่มีกิจกรรมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ ศูนย์ภายในปี พ.ศ.2568

6.ออสโล (Oslo) นอร์เวย์  

เมืองออสโลมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้โดยวางโซน “ปลอดรถคันใหญ่” และเริ่มทำทางจักรยานใหม่ที่มีระยะทางรวมกว่า 40 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมรถติดกับผู้ใช้รถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนและลดพื้นที่ลานจอดรถหลายแห่ง

7.เกาหลีใต้

รัฐบาลชุด มุน แจอิน อนุมัติให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในเกาหลีใต้ 8 แห่งชั่วคราวเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้เป็นเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนการจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่าถาวรภายในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2563 เพื่อลดมลพิษทางอากาศและทำตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แม้ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศถึงร้อยละ 40 ก็ตาม

จากตัวอย่างทั้ง 7 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอื่นๆกำลังรับมือและจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัว การสนับสนุนการใช้จักรยาน หรือการวางแผนลดรถยนต์ส่วนตัวด้วยการห้ามขายรถยนต์ดีเซล ไปจนกระทั่งการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แล้วคุณอยากเห็นประเทศไทยมีการจัดการกับปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร? การจัดการที่ทำได้มากกว่าแค่การฉีดพ่นน้ำตามถนนหรือนโยบายการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

 

อ่านต่อ
ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล

แมคฟิว่า ชี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมี “สมาร์ทเคน” แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานโลก ย้ำจะช่วยองค์กรสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน น.ส.รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำ SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล” เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ SMARTKEN จะเอื้ออำนวยความสะดวกโดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ สมาร์ทเคน ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด จึงทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล และหรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 ทั้งหน่วยงานรัฐ และองค์กรธุรกิจต้องการคนพันธุ์ดิจิทัล ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้นทักษะด้านดิจิทัล และการเขียนโปรแกรม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินผลแบบ เรียล ไทม์ ( Real – Time) โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ จากข้อสอบผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API), ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG), ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER), ทักษะการออกแบบ UX/UI, ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE) , ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES) และ ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อเป็นการสร้างและยกระดับมาตรฐานทักษะด้านดิจิทัลของประเทศไทย ( Thailand Digital Workforce) โดยการใช้ “สมาร์ทเคน”เป็นเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ หรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา” น.ส.รัชชต กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.16 น.
 

อ่านต่อ