รวม 5 แชทบอทใน Facebook ที่คุณไม่ควรพลาดที่จะทักไปเม้าส์! - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

รวม 5 แชทบอทใน Facebook ที่คุณไม่ควรพลาดที่จะทักไปเม้าส์!

โพสเมื่อ 30 ส.ค. 2561 15:59:00 โดย ชฎาพร

พูดถึง “แชทบอท” เรียกได้ว่ากำลังเข้ามามีบทบาทในเรื่องของการอำนวยความสะดวกทั้งในด้านธุรกิจและให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ และถือเป็น AI ที่ทำให้การให้ข้อมูลข่าวสารสมบูรณ์มากขึ้น วันนี้แบไต๋เองก็จะมาแนะนำ แชทบอทดีๆ ที่ให้ข้อมูลผ่านทาง Facebook Messenger ชนิดที่ว่าทักไปเมื่อไหร่ ได้ข้อมูลแน่นๆ กลับมาแน่นอน

vonder

ใครที่อยากฝึกภาษาอังกฤษ รวมถึงหาความรู้เพิ่มเติมขั้นพื้นฐาน แนะนำให้เสิร์ชชื่อนี้ใน Facebook Messenger เลย และเมื่อเริ่มแชทแล้ว vonder หรือเจ้ากระรอกน้อยก็จะชวนเราเข้าสู่บทเรียนต่างๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีบทเรียนให้ไม่มากนัก มีเพียง 4 บทเรียนคือเรื่อง Verb to be, Pronoun, World war ll และ Noun และเร็วๆ นี้กำลังจะมี GAT ด้วย ซึ่งถ้าใครอยากให้มีสอนวิชาไหนก็สามารถกดแนะนำเจ้า vonder ให้เปิดสอนได้ 

นอกจากนี้ยังสามารถตั้งแจ้งเตือนให้แชทบอทเตือนเราเข้ามาเรียนได้อีกด้วย

Jubjai bot

จับใจบอท หรือบอทที่ใช้ประเมินภาวะซึมเศร้า เมื่อทักไปพูดคุยแล้ว Jubjai bot จะทำหน้าที่ถามคำถามตั้งต้นเราทันทีว่า ช่วงนี้เรารู้สึกยังไง มีแพลนจะทำอะไรบ้าง..

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเราด้วยเกมต่างๆ ประเมินการพักผ่อน และทัศนคติต่างๆ ที่เรามีต่อตัวเอง และเมื่อเราตอบคำถามอย่างหลากหลายไปเรื่อยๆ แล้ว จับใจก็จะทำการประเมินว่าเรามีภาวะซึมเศร้ารึเปล่า

เผือกหอม

“เผือกหอม” เป็นบอทที่ช่วยจัดการเรื่องการบันทึกรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ให้เรา ตั้งแต่การจดยอดบัญชีต่างๆ ไปจนถึงการสรุปยอดบัญชีในรูปแบบกราฟ ซึ่งโดยรวมก็ทำงานได้ดี มีติดขัดเพียงการบันทึก ที่อาจใช้เวลาสัก 2-3 วินาทีต่อรายการ และการแก้ไขรายการยังทำงานได้ไม่คล่องแคล่วนัก แต่วัตถุประสงค์ของบอทนี้ดูจะชัดเจน และไปได้ไกลไม่น้อย

FINSTREET

ใครเป็นหนี้ และกำลังแก้ไม่ตก น่าจะถูกใจแชทบอทชื่อ “โอกาส” อันนี้เป็นพิเศษ เพราะแชทบอทตัวนี้จะช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินต่างๆ รวมถึงการหารายได้เพิ่ม

กดหารายได้เพิ่ม ก็มีอาชีพเสริมต่างๆ มาแนะนำ

คลินิกเช็คสภาพการเงินก็มีนะ โดยเช็คได้ว่าเราควรมีสินทรัพย์เท่าไหร่ และเราสามารถมีหนี้ได้เท่าไหร่

แชทบอท FINSTREET ยังสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ แถมยังใช้งานได้ดีอีกด้วย แนะนำว่าเป็นแชทบอกที่ควรทักไปพูดคุยด้วยที่สุดเลยก็ว่าได้!

Tuinui bot

บอทที่คนกลัวอ้วน ต้องทักไปเม้าส์ เพราะ Tuinui bot เป็นบอทบอกแคลอรี่คุณภาพ ที่เราสามารถใช้ได้จริงในเวลาเร่งด่วน อยากรู้ว่าอาหารที่เราทานไปมีแคลอรี่เท่าไหร่ ก็สามารถถามได้เลย และเมื่อทราบแคลอรี่แล้ว เรายังสามารถบันทึกแคลอรี่เหล่านั้น เพื่อดูเวลาแต่ละวันเราทานไปกี่แคลอรี่ ซึ่งก็ทำให้สะดวกต่อการควบคุมน้ำหนักอย่างมาก

 

แม้แชทบอทจะเป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ แต่ก็สามารถใช้งานได้ดี และในอนาคตเราคงเห็นแชทบอทดีๆ ที่อำนวยความสะดวกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าอุตสาหกรรมไหน จะนำแชทบอทมาพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกมนุษย์กันบ้าง!

More Updates

พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่

แม้จะเป็นเรื่องยากในการดูว่าคู่สนทนาของเรากำลังพูดโกหกอยู่หรือไม่ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ในบางสถานการณ์ผู้คนอาจพูดเท็จได้ง่ายและคล่องแคล่วขึ้น หากใช้ภาษาต่างประเทศในการปั้นน้ำเป็นตัวแทนภาษาแม่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Wurzburg) ของเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Experimental Psychology โดยระบุว่างานวิจัยของตนมีผลสรุปสวนทางกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าผู้คนจะโกหกเป็นภาษาต่างประเทศได้ยาก เพราะต้องใช้เชาวน์ปัญญาคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้นกว่าการพูดด้วยภาษาแม่

มีการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครจำนวน 50 คน โดยให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่นักวิจัยกำหนดให้ ซึ่งต้องตอบทั้งในแบบที่พูดตามความเป็นจริงและในแบบที่กล่าวเท็จ ทั้งในภาษาต่างประเทศและในภาษาแม่ของตนเอง เพื่อให้นักวิจัยตรวจวัดความว่องไวในการตอบคำถาม รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และปฏิกิริยาการนำไฟฟ้าที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นขณะตอบคำถามด้วย

ผลปรากฏว่าระยะเวลาที่ใช้ตอบคำถามทั้งแบบพูดจริงและพูดเท็จในภาษาต่างประเทศนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งที่โดยเฉลี่ยการตอบคำถามแบบกล่าวเท็จจะใช้เวลานานกว่าการพูดความจริงในสถานการณ์อื่น ๆ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) ที่ทำให้ผู้พูดไม่สู้มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อภาษาต่างประเทศเท่าภาษาแม่นั้น ช่วยลดทอนภาระในการคิดวิเคราะห์ของสมองระหว่างพูดโกหกให้น้อยลง

นอกจากผลการทดลองข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะตัดสินว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาแม่ของตนเป็นความจริง มากกว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาต่างประเทศอีกด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคไร้พรมแดน โดยการใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ และการสอบสวนหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งขึ้น

อ่านต่อ
‘ชวน’แฉ มีครูแนะเด็กเบี้ยวหนี้ เงินกู้กยศ. หนุนรัฐ-เอกชนหักเงินเดือน

‘ชวน’แฉ มีครูแนะเด็กไม่ต้องคืนเงินกู้กยศ. ชี้เป็นความล้มเหลวการศึกษาไทย แนะเปิดชื่อโรงเรียนที่นักเรียนคืนเงินกู้น้อยสุด หนุนรัฐ-เอกชนร่วมมือหักเงินเดือน

เบี้ยวหนี้กยศ. – เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงปัญหาการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)แล้วไม่ผ่อนชำระคืนว่า ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการนี้ในสมัยเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2538 ขอเรียกร้องให้นักเรียนที่กู้ยืมเงินกยศ. ที่เรียนจบและมีงานทำแล้วช่วยผ่อนชำระเงินคืน เพื่อให้เด็กรุ่นหลัง มีเงินกองทุนนี้ไปศึกษาต่อ

นายชวน กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่เคยกู้ยืมเงินได้ให้ข้อมูลว่า ส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระเงินกู้ยืม เพราะครูในสถานศึกษาแนะนำว่าไม่ต้องคืน จึงขอเรียกร้องให้ครู ผู้ปกครอง ร่วมมือและสนับสนุนให้เด็กที่เรียนจบไปแล้วชำระหนี้ด้วย

“เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้ภาคเอกชน และภาครัฐที่เป็นหน่วยงานที่มีเด็กกู้ยืมเงินเรียนให้ความร่วมมือ โดยการหักเงินเดือนมาผ่อนชำระเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และเปิดเผยด้วยว่าโรงเรียนใดที่มีเด็กนักเรียนเคยกู้ยืมเงินแล้วคืนน้อยที่สุด เพื่อให้สังคมได้รับทราบ”นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า เห็นว่าการที่เด็กนักเรียนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาไปแล้วไม่คืน สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย ที่พิสูจน์ว่าบุคคลนั้นไม่มีคุณภาพ เพราะการศึกษานอกจากจะให้ความรู้แล้ว จะต้องทำให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย

อ่านต่อ
สมัครสอบครูผู้ช่วยวันแรกคึกคัก ยอดพุ่งกว่า 3 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดให้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2561 เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 18-24 กรกฎาคม ในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) 74 แห่ง และสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ใน 90 กลุ่มวิชา อัตราว่างที่ประกาศรับสมัคร 6,024 อัตรา พบว่า การรับสมัครในวันแรก วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจสมัครสอบครูผู้ช่วยจำนวนมาก มีผู้สมัครมากถึง 30,298 คน สำหรับ กศจ. ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กศจ.สุรินทร์ 1,801 คน กศจ.กรุงเทพมหานคร 1,733 คน กศจ.นครราชสีมา 1,644 คน กศจ.อุบลราชธานี 1,355 คน และกศจ.ชัยภูมิ 1,147 คน โดยคาดว่า การการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้จะมีผู้สมัครมากกว่า 1 แสนคน นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการป้องกันการทุจริต ยืนยันว่า ระบบการจัดสอบที่มี กศจ. ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ดำเนินการ เป็นระบบที่มีการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยการดำเนินการในรูปแบบนี้ ไม่เกิดการทุจริตใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของ สพฐ. มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ป้องกันการทุจริตในทางลับ มีการสืบหาการทุจริตทางโชเชียล ซึ่งหากพบว่า มีการเปิดติวที่ส่อไปในทางทุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูเพื่อระงับเหตุ เนื่องจากสพฐ. ประกาศชัดเจนว่า ไม่ให้ข้าราชการของสพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติว เพื่อสอบครูผู้ช่วย ซึ่งถ้าพบถือว่ามีความผิดทางวินัย และต้องถูกลงโทษแน่นอน กรณีหลอกลวงต้มตุ๋น มีโทษวินัยร้ายแรง ถึงขั้นไล่ออก ปลดออก สำหรับการจัดทำข้อสอบนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งทางสพฐ. จะไม่เปิดชื่อสถาบันออกข้อสอบ เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ตนเชื่อว่า จะไม่มีปัญหา ข้อสอบรั่วแน่นอน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กศจ. จะ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วันที่ 31 กรกฎาคม สอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม และอุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา วันที่ 18 สิงหาคม สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 19 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 27 ส.ค.2561 สอบสัมภาษณ์ ภาค ค วันที่ 1 ก.ย.61 ประกาศผลสอบวันที่ 6 กันยายน และบรรจุแต่งตั้งภายในวันที่ 1 ตุลาคม

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 - 13:59 น.
 

อ่านต่อ
ทั่วโลกจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร?

ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับมลพิษฝุ่นขนาดจิ๋ว หรือมลพิษทางอากาศ PM2.5 แม้ว่าในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามลพิษจะเบาบางลงแล้ว แต่หลังจากช่วงหยุดยาวปีใหม่ มลพิษฝุ่นก็กลับมาอาละวาดอีกครั้ง

โลกกำลังเจอ “อากาศสกปรก”

ปีที่แล้วอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศมากที่สุด แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีน (แม้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศที่จีนก็ยังแย่อยู่) โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) กล่าวไว้ว่าเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศ

แล้วหลายๆประเทศจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร?

สำนักข่าว the Guardian และเว็บไซต์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้โดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายเมือง เช่น

1.กรุงปารีส ฝรั่งเศส  

เมืองน้ำหอมแห่งนี้เลือกสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งในย่านศูนย์กลางเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ ห้ามใช้รถยนต์ในย่านฌ็องเซลิเซ่ 1 ครั้ง ต่อเดือน อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้จักรยานโดยจัดทำโครงการยืมจักรยาน หรือเรียกกันว่า ธนาคารจักรยาน

2.กรุงนิวเดลี อินเดีย   

หลังจากสถิติมลพิษทางอากาศของอินเดียพุ่งสูงเท่าๆกับจีน รัฐบาลได้ออกนโยบายห้ามรถยนตร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถ SUV ที่มีเครื่องยนตร์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี รวมทั้งบังคับให้รถแท็กซี่เครื่องยนต์ดีเซลหลายพันคันหยุดวิ่ง นอกจากนี้ยังทดลองนโยบายการให้รถยนต์เลือกหยุดวิ่งในวันคี่หรือวันคู่ และกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้อูเบอร์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียยังไม่มีมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเผาทำลายซากผลผลิตจากเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3.เนเธอร์แลนด์

รัฐบาลของเนเธอแลนด์มีการเสนอนโยบายห้ามการขายรถยนต์ดีเซล และหากร่างนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปีพ.ศ.2568 โดยการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ร่างนโยบายนี้ยังคงอนุโลมให้ประชาชนที่มีรถยนต์ดีเซลอยู่ก่อนแล้วสามารถใช้รถต่อไปได้

4. เมืองไฟรบวร์ค (Freiburg) เยอรมนี

ไฟรบวร์ค มีทางปั่นจักรยานรวมแล้วมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร มีรถรางและมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก ทั้งนี้ในย่านชานเมืองบางแห่งยังห้ามไม่ให้ประชาชนจอดรถยนต์ใกล้ๆบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินเช่าพื้นที่จอดรถกว่า 18,000 ยูโร หรือประมาณ 660,162 บาท

5.เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก

โคเปนเฮเกนให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานทดแทนรถยนต์ส่วนตัว แนวคิดของการใช้จักรยานนี้คือการคิดถึงมูลค่าของจักรยานเทียบกับรถยนต์ โดยการขี่จักรยาน 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.42 ดอลล่า สหรัฐ ในขณะที่การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นระยะทาง 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.20 ดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้เมืองส่วนใหญ่ในเดนมาร์กเริ่มทยอยหยุดใช้รถยนต์มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเพื่อทำตามนโยบายเมืองที่มุ่งจะเป็นเมือง Carbon Neutral หรือเมืองที่มีกิจกรรมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ ศูนย์ภายในปี พ.ศ.2568

6.ออสโล (Oslo) นอร์เวย์  

เมืองออสโลมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้โดยวางโซน “ปลอดรถคันใหญ่” และเริ่มทำทางจักรยานใหม่ที่มีระยะทางรวมกว่า 40 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมรถติดกับผู้ใช้รถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนและลดพื้นที่ลานจอดรถหลายแห่ง

7.เกาหลีใต้

รัฐบาลชุด มุน แจอิน อนุมัติให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในเกาหลีใต้ 8 แห่งชั่วคราวเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้เป็นเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนการจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่าถาวรภายในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2563 เพื่อลดมลพิษทางอากาศและทำตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แม้ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศถึงร้อยละ 40 ก็ตาม

จากตัวอย่างทั้ง 7 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอื่นๆกำลังรับมือและจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัว การสนับสนุนการใช้จักรยาน หรือการวางแผนลดรถยนต์ส่วนตัวด้วยการห้ามขายรถยนต์ดีเซล ไปจนกระทั่งการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แล้วคุณอยากเห็นประเทศไทยมีการจัดการกับปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร? การจัดการที่ทำได้มากกว่าแค่การฉีดพ่นน้ำตามถนนหรือนโยบายการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

 

อ่านต่อ