อาชีพที่เซ็กซี่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 "นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists)" - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

อาชีพที่เซ็กซี่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 "นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists)"

โพสเมื่อ 30 ม.ค. 2562 12:31:11 โดย อนิรุทธิ์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น้องๆ อาจเคยได้ยินเกี่ยวกับอาชีพ "นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล" หรือ "Data Scientists" กันมาบ้าง โดยเฉพาะเว็บไซต์หรือสื่อหลายแห่งทั้งไทยและต่างประเทศ ที่เปิดประเด็นว่าเป็นอาชีพสุดฮ็อตที่ทุกองค์กรต้องการตัว อีกทั้งอาชีพนี้ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสาขาอาชีพที่มาแรงที่สุดแห่งยุค และเป็นอาชีพที่เซ็กซี่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 จากผลการสำรวจและวิเคราะห์ของหลายสำนัก

แม้ว่าในประเทศไทยเรา ที่ถือว่าอาชีพและศาสตร์ทางด้านนี้ยังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นและบ่มเพาะบุคลากร แต่น้องๆ ที่สนใจอาชีพนี้ สามารถเรียนรู้และเตรียมตัวเพื่อโอกาสในการทำงานในอนาคตได้ โดยในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้น้องๆ รู้จักเทรนด์อาชีพ "นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล" ผ่านภาพประกอบที่เข้าใจง่ายด้านล่างนี้เลย

1 วิทยาการข้อมูล หรือ Data Science คือ

วิทยาการข้อมูล หรือ Data Science คือ ศาสตร์ที่เกี่ยวกับการจัดการ จัดเก็บ รวบรวม ตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัย และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่ความรู้ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง (Actionable knowledge) อย่างเช่น การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ กระบวนการดำเนินงาน ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ การวางแผนการตลาด และทิศทางขององค์กรในอนาคต

โดยหลักการแล้ว Data Science ประกอบขึ้นจากศาสตร์หลักๆ คือ Hacking Skill (สกิลเกี่ยวกับ Computer Programimg, Data Base, Big data Technologies)  Statistic & Math (ทักษะทางคณิตศาสตร์และสถิติศาสตร์)  Substantive Expertise (หรือ Domain Knowledge)  Presentation(ทักษะการนำเสนอข้อมูล) และ Visualization 

Data Science ไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ แต่มันคือการนำความรู้เดิมที่มีอยู่มารวมและประยุกต์เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นของใหม่ ด้วยลักษณะของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในโลกปัจจุบัน การเข้ามาของ Internet of Things  หรือ Censor ต่างๆ ตลอดจน Social media ทำให้เกิดเป็นข้อมูลปริมาณมหาศาล และนำมาสู่ Data Science นั่นเอง

2 ผลลัพธ์ที่ได้จาก Data Science 

- ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนจากข้อมูลที่ได้
- ได้ Predictive Model เพื่อนำไปปฏิบัติจริง
- สร้าง Data Product ใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
- ช่วยให้ฝ่ายธุรกิจมีความมั่นใจและสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น

คนทำงานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล จะนำข้อมูลที่กระจัดกระจายจากแหล่งต่างๆ มาจัดการและวิเคราะห์ เพื่อใช้ประโยชน์ตามโจทย์หรือวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น สร้าง Predictive Model หรือระบบอัลกอริทึมขึ้นมาประมวลผล เพื่อค้นหาอินไซต์เกี่ยวกับผู้ใช้งาน (user) หรือเก็บข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจขององค์กรบริษัท เป็นต้น และนี่คือผลลัพธ์ที่จะได้จาก Data Science


3 ที่มาของตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) 

ตำแหน่งงาน Data Scientist ถูกตั้งขึ้นโดย  DJ Patil และ Jeff Hammerbacher ในปี 2008 โดยทั้งคู่เป็น ผู้บุกเบิกการสร้างทีม Data Science ที่ LinkedIn และ Facebook และตอนนี้ DJ Patil ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Chief Data Scientist of the United States ไปเรียบร้อย

ในปี 2012 วารสาร Harward Business Review  ตีพิมพ์บทความชื่อ Data Scientist: The Sexiest Job of the 21st Century ทำให้อาชีพนี้กลายเป็น Talk of the town ในวงการธุรกิจและวงการสื่อตั้งแต่นั้นมา และทำให้เกิดความต้องการจ้างงานจากวงการธุรกิจสูง จนขาดแคลนบุคคลากรทางด้านนี้เป็นอย่างมาก ถือเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในวงการธุรกิจ โดยที่ยังไม่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยจริงจัง


4 ทักษะที่ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ต้องมี

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ต้องมี ทักษะความรู้แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือมีองค์ความรู้ในหลากหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์และสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล ความเข้าใจทางธุรกิจ ความอยากรู้อยากเห็น ความคิดสร้างสรรค์ และความรู้เฉพาะสาขา (Domain Knowledge) สรุปคือ 

1 ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science)
2 ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และสถิติ (Math&Statistics)
3 ความรู้เฉพาะสาขา (Domain Knowledge)
4 ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ (Curiosity & Creativity)

การจะหาคนที่เป็น Data Scientist หรือคนเดียวที่เก่งทุกอย่างแบบเต็มตัว ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการทำงานเป็น ทีม Data Science ที่ประกอบด้วยคนที่เก่งแต่ละด้านมาอยู่ในทีมเดียวกัน


5 อยากเป็น Data Scientist ควรเรียนอะไร?  

" ยุคนี้กำลังเปลี่ยนเร็วมาก การแข่งขันจะรุนแรงมากในเรื่องของข้อมูล ผู้แพ้ผู้ชนะจะไม่ได้ถูกตัดสินด้วยขนาดอีกต่อไป แต่จะตัดสินด้วยความสามารถในการใช้ข้อมูล " 
ผศ. ดร. ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แม้ว่าสถาบันการศึกษาในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรหรือคณะสาขาที่เกี่ยวกับ Data Science โดยตรง แต่คณะและสถาบันการศึกษาหลายแห่ง อย่างเช่น ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกหลายๆ มหาวิทยาลัย ตระหนักถึงความสำคัญของศาสตร์นี้ จนเปิดเป็นรายวิชาเลือกขึ้นมาเพื่อให้น้องๆ นักศึกษาที่สนใจได้เลือกเรียนทางด้านนี้เพิ่มเติมจากสาขาหลัก

สำหรับน้องๆ ที่สนใจและตั้งใจอยากทำงานด้านนี้โดยตรง สามารถเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในคณะหรือสาขาที่ช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจการจัดการข้อมูลได้หลากหลาย เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะดิจิทัลมีเดีย สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะการจัดการ คณะบริหารธุรกิจและคณะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นน้องๆ สามารถเลือกฝึกประสบการณ์ทางด้าน Data Science เพิ่มเติมได้เอง รวมทั้งการเรียนต่อระดับปริญญาโทสาขานี้โดยตรงที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็ยิ่ง


6 Data Science กับอนาคตในตลาดงานประเทศไทย

แม้ว่า การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับโลกบอกว่า จะมีตำแหน่งงานด้านนี้เพิ่มขึ้นกว่า 4.4 ล้านอัตราทั่วโลกภายในปี 2558 แต่จะมีบุคลากรที่พร้อมสำหรับตำแหน่งงานดังกล่าวเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น แต่คำถามที่น้องๆ ทุกคนที่สนใจงานนี้รอคอยกันอยู่ก็คือ เรียนจบด้านนี้มาแล้วจะมีงานรองรับในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน? เรานำบทสัมภาษณ์จากรุ่นพี่อย่าง ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล อดีต Data Scientist ของ Facebook ให้สัมภาษณ์ไว้ใน TheMomentum มาฝากเพื่อให้น้องๆ นำไปประกอบการตัดสินใจ

" แม้ว่าสถาบันการศึกษาในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรเกี่ยวกับวิชานี้หรือตั้งคณะสำหรับด้านนี้โดยตรง แต่สังคมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญกันมากขึ้น หลายๆ บริษัทมีความพยายามจะจัดการข้อมูลภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานที่สุด และปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีบริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินการมากมายไม่ว่าธุรกิจกลุ่มไหนก็ต้องตื่นตัวเรื่องการใช้ข้อมูล เพื่อให้ก้าวทันและสร้างความได้เปรียบคู่แข่งในอุตสาหกรรม ทำให้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะเป็นที่ต้องการในทุกบริษัท เพราะเป็นคนที่เข้าใจว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร สามารถต่อยอดให้ผลิตภัณฑ์และช่วยกำหนดทิศทางธุรกิจด้วยข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น "  

ที่มา : 
themomentum.co
brandinside.asia/data-science-sexiest-job/
mgronline.com
thematter.co
hbr.org
datastoriesthailand.wordpress.com
www.bangkokbiznews.com
www.coraline.co.th

More Updates

10 เคล็ดลับจัดพื้นที่ห้องสมุดให้ “ว้าว!”

1. เหมาะสมกับการใช้งาน (Functional)

          พื้นที่ห้องสมุดควรออกแบบให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากห้องสมุดเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การสื่อสาร และค้นคว้าวิจัยต่างๆ การจัดพื้นที่จึงต้องทำให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ในห้องสมุดได้อย่างสะดวก สามารถตอบสนองต่อความต้องการใช้งานที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้ได้อย่างทันท่วงที

2. ปรับเปลี่ยนได้ (Adaptable)

          การออกแบบพื้นที่ที่ดี ควรมีความยืดหยุ่น รองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้รองรับการใช้งานในลักษณะต่างๆ เช่น การจัดโต๊ะหรือเก้าอี้ให้เคลื่อนย้ายได้ตามประเภทการใช้งาน การขยายหรือปรับพื้นที่เพื่อใช้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการของไอที ดังนั้น การจัดเรียงโต๊ะและที่นั่งควรสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ การเดินสายสัญญาณเชื่อมต่อควรมีความยืดหยุ่น หลีกเลี่ยงการติดตั้งฮาร์ดแวร์แบบถาวร เพราะไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่าผู้คนจะใช้งานห้องสมุดแตกต่างออกไปอย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การออกแบบพื้นที่เพื่อให้สามารถรองรับน้ำหนักหนังสือและตั้งวางชั้นหนังสือไว้ที่ไหนก็ได้ตลอดทั้งอาคารก็อาจไม่มีความจำเป็น เนื่องจากการให้บริการเนื้อหารูปแบบดิจิทัลจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

3. เข้าถึงได้ง่ายและเชิญชวนให้เข้า (Accessible and inviting)

          ห้องสมุดเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ควรออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ควรทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีพื้นที่โล่งและเปิดให้แสงธรรมชาติเข้ามามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีบริเวณพักผ่อนที่ทำให้เกิดบรรยากาศผ่อนคลายและกระตุ้นให้เกิดการสื่อสารแลกเปลี่ยน

4. หลากหลาย (Varied)

          ห้องสมุดควรสร้างสภาพแวดล้อมที่หลากหลายสำหรับผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมและความต้องการแตกต่างกัน อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมกับทางเลือกแบบต่างๆ เช่น การนั่งอ่านคนเดียวหรือกับผู้อื่น การทำงานเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม นั่งใกล้หน้าต่าง นั่งในมุมส่วนตัว นั่งอ่านแบบผ่อนคลายบนโซฟา นั่งบนพื้น นั่งรวมกลุ่มติวหนังสือในห้องโถง หรือแยกต่างหากในโต๊ะอ่านหนังสือเฉพาะบุคคล หรือในห้องทำงานกลุ่ม ผู้ใช้ควรมีทางเลือกจากความเป็นไปได้เหล่านี้ตามความพึงพอใจของตน

          ส่วนอุปกรณ์สำหรับสื่อชนิดต่างๆ ห้องสมุดควรออกแบบรองรับรูปแบบการเรียนรู้ส่วนบุคคลและการเรียนรู้ร่วมกัน รูปแบบและแนวทางการเรียนรู้ในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก ดังนั้นความหลากหลายของอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นไปได้จึงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับบริการของห้องสมุดในยุคนี้

5. มีปฏิสัมพันธ์ (Interactive)

          ห้องสมุดควรออกแบบพื้นที่ที่ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถมีปฏิสัมพันธ์ การติดต่อ ซักถามกับบรรณารักษ์ได้อย่างสะดวก เช่น มีมุมตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า อยู่ในพื้นที่ที่เห็นเด่นชัด เคาน์เตอร์บริการยืมคืนอยู่ในพื้นที่ที่เข้าออกสะดวก เป็นต้น การออกแบบพื้นที่ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้ไม่ใช่เป็นแค่การออกแบบเพื่อความสวยงาม แต่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเลยทีเดียว

6. จูงใจและกระตุ้น (Motivating and stimulating)

          พื้นที่ห้องสมุดควรสร้างบรรยากาศที่ให้ความสะดวกสบาย น่าใช้บริการ จูงใจให้อยู่ ให้อ่าน ให้ค้นคว้า ให้รู้สึกสบายและรู้สึกดี ชั้นหนังสือที่เรียงเป็นแถวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงบันดาลใจ และไม่เพียงแต่บรรยากาศภายในห้องสมุดเท่านั้น แต่รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ที่น่าใช้งาน และการออกแบบที่ทันสมัยด้วย

7. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (Environmentally suitable)

          นอกจากทรัพยากรที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการแล้ว บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้บริการ เช่น เรื่องของแสงสว่าง อุณหภูมิและการระบายอากาศ การควบคุมเสียงรบกวนจากภายนอกและลดเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นภายในอาคาร

          สำหรับประเทศในยุโรป แสงธรรมชาติเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดหัวข้อหนึ่ง ซึ่งการใช้แสงธรรมชาติถือเป็นทางเลือกลำดับแรก เช่นเดียวกับการระบายอากาศตามธรรมชาติ ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมเชิงนิเวศมากที่สุดสำหรับห้องสมุดส่วนใหญ่ในเยอรมนีทุกวันนี้

8. ปลอดภัยและมั่นคง (Safe and secure)

          มีระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งในเรื่องของทรัพยากรห้องสมุด คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ของห้องสมุด และทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสมุดบางแห่งในเยอรมนีเปิดให้บริการทั้ง 7 วัน โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งจำเป็นต้องมีระบบป้องกันการโจรกรรมและการใช้งานที่ผิด ดังนั้นการออกแบบภายในที่ทำให้ทุกคนรู้สึกสะดวกสบายและปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่ามาตรการด้านความปลอดภัยในบางครั้งอาจจะรบกวนหรือขัดแย้งกับเงื่อนไขเรื่องสุนทรียภาพไปบ้างก็ตาม

9. มีประสิทธิภาพ (Efficient)

          การจัดพื้นที่ห้องสมุดควรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น การประหยัดไฟในบางห้อง โดยเปิดหน้าต่างช่วยเพิ่มแสงสว่างในช่วงเช้าแทนการเปิดไฟ หรือการเปิดหน้าต่างเพื่อช่วยระบายอากาศในบางพื้นที่ หรือการจัดพื้นที่ให้ง่ายต่อการดูแลรักษาความสะอาด

10. เหมาะสมกับ ICT (Suitable for ICT)

          การจัดพื้นที่สำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับห้องสมุดสมัยใหม่ ควรจัดเป็นสัดส่วนแบ่งตามประเภทการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับการทำงาน คอมพิวเตอร์สำหรับค้นหาข้อมูล/ข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต หรือคอมพิวเตอร์เพื่อความบันเทิงต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงการจัดการพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการที่ไม่ได้คาดไว้ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ การปรับพื้นที่คอมพิวเตอร์ได้อย่างยืดหยุ่นจะทำให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เป็นทั้งส่วนหลักของห้องสมุดและเป็นสิ่งที่สร้างความพึงพอใจแก่ผู้ใช้บริการในแง่สุนทรียภาพอีกด้วย

แปลจาก เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง “Libraries as learning space – and as a place, where everyone likes to be”  โดย ดร.เคลาส์ อูลริช แวร์เนอร์ (Dr.Klaus Ulrich Werner) ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park  วันที่ 28 ตุลาคม 2556

อ่านต่อ
ได้ดีทั้งที่ไม่ทำงาน งานวิจัยชี้ คนพวกนี้ ถ่วงองค์กรโดยรวม

โดย ฌอห์ณ ค็อกแลน

ผู้สื่อข่าวบีบีซี

คุณอาจจะมีเพื่อนร่วมงานลักษณะนี้ ที่ชอบเขียนอีเมลที่พูดแต่เรื่องตัวเอง หรือชอบโอ้อวดในที่ประชุม วิทยาลัยธุรกิจทำการวิจัยซึ่งเผยว่า จะมีพนักงานประเภทหนึ่งที่สามารถทำตัวเองให้ดู "ยุ่งและประสบความสำเร็จ" โดยที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์เลย

งานวิจัยซึ่งศึกษาด้านความสามารถในการผลิต ได้เข้าไปเก็บข้อมูลในที่ทำงานในสหราชอาณาจักร 28 แห่ง และพบว่าในขณะที่พนักงานบางคนดู "จดจ่อกับงานมาก" แต่เมื่อดูดี ๆ แล้ว พวกเขาเป็นคนประเภทที่ชอบ "โปรโมต" ตัวเอง ซึ่งการไม่ตั้งใจทำงานของพวกเขาทำให้ผลผลิตโดยรวมเสียไปด้วย

งานวิจัยจากสถาบันแอชริดช์ (Ashridge) ที่วิทยาลัยธุรกิจนานาชาติฮัลท์ (Hult International Business School) ศึกษาการมีส่วนร่วมในงานในองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ สาธารณสุข การขนส่ง และองค์กรไม่หวังกำไร

งานวิจัยพบว่า พบปัญหาราวหนึ่งในห้าทีมที่มีคนในทีมที่ดูเหมือนจะทุ่มเทให้กับงาน แต่ระดับความร่วมมือร่วมใจและความสามารถในการผลิตต่ำ หลังจากศึกษาลึกลงไปแล้ว พนักงานมีปัญหาเนื่องจากคนที่ "รู้เกม" แต่ทำอะไรไม่เสร็จ ทำให้เสียงาน

พนักงานเหล่านี้อาจจะไปเข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอ และก็ร่วมวงสนทนาที่มีประโยชน์ต่อตัวเอง แต่นอกจากเล่นไปตามเกม "วัฒนธรรมบริษัท" แล้ว ก็ดูยากมากว่าพวกเขาทำอะไรสำเร็จบ้าง

หากทำงานเป็นกะ พวกเขาเหล่านี้ก็จะสามารถยืดเวลาไปเรื่อยแต่ใส่ความพยายามให้น้อยที่สุด นักวิจัยเรียกเขาเหล่านี้ว่าพวก "ดูเหมือนยุ่ง"

ไม่ทำงานแต่ก้าวหน้า

เอมี อาร์มสตรอง นักวิจัยอาวุโส บอกว่า พนักงานที่เห็นแก่ตัวทำให้ความร่วมมือร่วมใจในทีมและความสามารถในการผลิตผลงานเสีย และเป็นผลกระทบในเชิงลบต่อธุรกิจ

ดร.อาร์มสตรองบอกว่า อาจเป็นที่ระบบการบริหารงานที่เป็นประโยชน์ต่อพวก "ดูเหมือนยุ่ง" ได้

"พวกเขาได้รับผลตอบแทนจากพฤติกรรมที่ผิดปกตินี้" ดร.อาร์มสตรอง กล่าว

พวกเขามีแนวโน้มจะได้โบนัสและเงินเดือนมากกว่า ทุ่มเทให้กับความก้าวหน้าของหน้าที่การงานตัวเองและทำให้ผลผลิตโดยรวมของบริษัทเสีย

นี่เป็นเพราะบ่อยครั้งที่พนักงานเหล่านี้ใช้เวลาไปกับการโปรโมตตัวเองในที่ประชุมและก็ได้รับความดีความชอบมากกว่าคนที่ทำงานจริง ๆ

ในที่ทำงานลักษณะนั้น ภายนอกอาจจะดูเหมือนพนักงานมีความตั้งใจและสนับสนุนเพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย แต่จริง ๆ แล้ว นักวิจัยพบว่ามีระดับความเชื่อใจและการร่วมมือต่ำ และนี่อาจทำให้พนักงานรู้สึกเหนื่อยล้า ไร้ความสามัคคี

ดร.อาร์มสตรอง บอกว่า ในที่ทำงานลักษณะนี้ จะมีความรู้สึกว่า ความร่วมมือร่วมใจไม่มีประโยชน์เพราะมีบางคนที่ดูเหมือนจะได้ผลประโยชน์จากการโปรโมตตัวเอง

อ่านต่อ
ทั่วโลกจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร?

ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับมลพิษฝุ่นขนาดจิ๋ว หรือมลพิษทางอากาศ PM2.5 แม้ว่าในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามลพิษจะเบาบางลงแล้ว แต่หลังจากช่วงหยุดยาวปีใหม่ มลพิษฝุ่นก็กลับมาอาละวาดอีกครั้ง

โลกกำลังเจอ “อากาศสกปรก”

ปีที่แล้วอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศมากที่สุด แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีน (แม้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศที่จีนก็ยังแย่อยู่) โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) กล่าวไว้ว่าเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศ

แล้วหลายๆประเทศจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร?

สำนักข่าว the Guardian และเว็บไซต์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้โดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายเมือง เช่น

1.กรุงปารีส ฝรั่งเศส  

เมืองน้ำหอมแห่งนี้เลือกสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งในย่านศูนย์กลางเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ ห้ามใช้รถยนต์ในย่านฌ็องเซลิเซ่ 1 ครั้ง ต่อเดือน อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้จักรยานโดยจัดทำโครงการยืมจักรยาน หรือเรียกกันว่า ธนาคารจักรยาน

2.กรุงนิวเดลี อินเดีย   

หลังจากสถิติมลพิษทางอากาศของอินเดียพุ่งสูงเท่าๆกับจีน รัฐบาลได้ออกนโยบายห้ามรถยนตร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถ SUV ที่มีเครื่องยนตร์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี รวมทั้งบังคับให้รถแท็กซี่เครื่องยนต์ดีเซลหลายพันคันหยุดวิ่ง นอกจากนี้ยังทดลองนโยบายการให้รถยนต์เลือกหยุดวิ่งในวันคี่หรือวันคู่ และกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้อูเบอร์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียยังไม่มีมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเผาทำลายซากผลผลิตจากเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3.เนเธอร์แลนด์

รัฐบาลของเนเธอแลนด์มีการเสนอนโยบายห้ามการขายรถยนต์ดีเซล และหากร่างนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปีพ.ศ.2568 โดยการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ร่างนโยบายนี้ยังคงอนุโลมให้ประชาชนที่มีรถยนต์ดีเซลอยู่ก่อนแล้วสามารถใช้รถต่อไปได้

4. เมืองไฟรบวร์ค (Freiburg) เยอรมนี

ไฟรบวร์ค มีทางปั่นจักรยานรวมแล้วมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร มีรถรางและมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก ทั้งนี้ในย่านชานเมืองบางแห่งยังห้ามไม่ให้ประชาชนจอดรถยนต์ใกล้ๆบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินเช่าพื้นที่จอดรถกว่า 18,000 ยูโร หรือประมาณ 660,162 บาท

5.เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก

โคเปนเฮเกนให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานทดแทนรถยนต์ส่วนตัว แนวคิดของการใช้จักรยานนี้คือการคิดถึงมูลค่าของจักรยานเทียบกับรถยนต์ โดยการขี่จักรยาน 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.42 ดอลล่า สหรัฐ ในขณะที่การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นระยะทาง 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.20 ดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้เมืองส่วนใหญ่ในเดนมาร์กเริ่มทยอยหยุดใช้รถยนต์มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเพื่อทำตามนโยบายเมืองที่มุ่งจะเป็นเมือง Carbon Neutral หรือเมืองที่มีกิจกรรมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ ศูนย์ภายในปี พ.ศ.2568

6.ออสโล (Oslo) นอร์เวย์  

เมืองออสโลมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้โดยวางโซน “ปลอดรถคันใหญ่” และเริ่มทำทางจักรยานใหม่ที่มีระยะทางรวมกว่า 40 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมรถติดกับผู้ใช้รถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนและลดพื้นที่ลานจอดรถหลายแห่ง

7.เกาหลีใต้

รัฐบาลชุด มุน แจอิน อนุมัติให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในเกาหลีใต้ 8 แห่งชั่วคราวเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้เป็นเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนการจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่าถาวรภายในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2563 เพื่อลดมลพิษทางอากาศและทำตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แม้ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศถึงร้อยละ 40 ก็ตาม

จากตัวอย่างทั้ง 7 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอื่นๆกำลังรับมือและจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัว การสนับสนุนการใช้จักรยาน หรือการวางแผนลดรถยนต์ส่วนตัวด้วยการห้ามขายรถยนต์ดีเซล ไปจนกระทั่งการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แล้วคุณอยากเห็นประเทศไทยมีการจัดการกับปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร? การจัดการที่ทำได้มากกว่าแค่การฉีดพ่นน้ำตามถนนหรือนโยบายการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

 

อ่านต่อ
สถาบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะเปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ!!!

การเรียนจบปริญญาตรีของคนในยุค Gen-X ด้วยการใช้เวลา 4-5 ปี โดยสามารถนำความรู้จากปริญญาตรีไปใช้ได้อีกนับ 10 ปีในการทำงานโดยไม่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติม ซึ่งมันกำลังจะเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้วสำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งเกิดมาในช่วงเวลานี้เป็นต้นไป เพราะองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ กำลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดตลอดเวลาจนเด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาในอดีตมาใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคตได้หากพวกเขาไม่ได้ขวนขวายหาความรู้ตลอดเวลา

World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่า นับจากนี้ไปภายใน 5 ปี อาชีพหลายอาชีพที่เคยมีอยู่ในวันนี้อาจหายไป แต่จะมีอาชีพที่เราไม่เคยเห็นเลยในอดีตเกิดขึ้นมากมาย และจะทำให้ตลาดแรงงานต้องการขีดความสามารถ (skill) ใหม่ๆ จากแรงงานในอนาคต ซึ่งรูปแบบของ skill ในวันนี้จะเปลี่ยนไปกว่า 35% ภายในปี 2020 และจะเปลี่ยนไปด้วยอัตราเร่งตลอดเวลานับจากนี้ไป

ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 คนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตเป็นแรงงานแห่งอนาคตต้องสร้าง skill เพื่อดักอนาคตให้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม และยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่พัฒนาขึ้นโดยการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (social and emotional learning : SEL) โดยหากคนรุ่นใหม่เหล่านั้นมีความสามารถทางสังคมและทางอารมณ์ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ก็จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้

World Economic Forum ได้เผยแพร่รายงานหลายฉบับที่มุ่งเน้นประเด็นปัญหาในเรื่องช่องว่างทางทักษะในศตวรรษที่ 21 และแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยเทคโนโลยี ซึ่งได้มีการอธิบายทักษะที่สำคัญ 16 ประการสำหรับสถาบันการศึกษาที่ควรจะต้องมีให้กับแรงงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้แก่ “ความรู้พื้นฐาน” เช่น ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ การคำนวณและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ความรู้ด้าน ICT ความรู้ด้านการเงิน และความรู้ด้านวัฒนธรรมและการเมือง อีกทั้งทักษะที่เป็น “ความสามารถ” คือ สามารถเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ได้แก่ การทำงานร่วมกัน การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมี “คุณลักษณะเชิงคุณภาพ” คือ สามารถปรับตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความอยากรู้ ความคิดริเริ่ม ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว ความเป็นผู้นำ และการรับรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม

                                                         

การที่เทคโนโลยีได้ถึงมือผู้เรียนอย่างรวดเร็วและราคาถูก จนทำให้พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้เร็วกว่าที่มหาวิทยาลัยจัดให้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายกับมหาวิทยาลัยที่จับต้องไม่ได้ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล anyone anywhere anytime และราคาถูกมากเข้ามาแย่งผู้เรียนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มว่าเด็กที่เพิ่งเกิดมาในวันนี้อาจไม่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแบบที่พวกเราจบมาแบบในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป ซึ่งมหาวิทยาลัยทางกายภาพอาจเป็นที่พบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พบปะผู้เชี่ยวชาญ และฝึกอบรบระยะสั้นแบบ face-to-face เท่านั้น ดังนั้น รูปแบบสถาบันการศึกษาในอนาคตจึงจะมีรูปแบบเป็น online มากขึ้นอย่างเด่นชัด

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ Times Higher Education World university Rankings ในปี 2017 – 2018 จากการนำเสนอการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (massive open online course : MOOC) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ไม่จำกัดจำนวนคนเข้าเรียน และเป็นระบบเปิดสำหรับทุกคนที่อยากเรียนจะต้องได้เรียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเรียน โดยมหาวิทยาลัย Oxford ได้ร่วมมือกับ edX ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนออนไลน์ที่ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบัน MIT โดยมีหลักสูตร “From Poverty to Prosperity: Understanding Economic Development” เป็นที่น่าสนใจและสามารถดึงดูดผู้ลงทะเบียนเรียนได้มากกว่า 47,000 ราย จากเกือบทุกประเทศทั่วโลก

หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดหลักสูตรในระบบ MOOC จึงทำให้ Oxford เปิดตัวหลักสูตรที่สองขึ้น ซึ่งได้มีรูปแบบการสอนใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น การตอบคำถามแบบสดโดยศาสตราจารย์ Paul Collier หัวหน้าหลักสูตร

ซึ่งนับตั้งแต่ที่ MOOC ได้เกิดขึ้นและแพร่หลายในปี 2011 ได้มีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนหลักสูตรระยะสั้นนับล้านคนทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และพร้อมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลังจากนั้น MOOC ได้เกิดขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว เช่น Coursera, edX และ Udacity ในสหรัฐอเมริกา และ FutureLearn ในสหราชอาณาจักร โดยในปี 2015 Coursera มีจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 17 ล้านคนทั่วโลก และยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่นำเสนอแพลตฟอร์ม MOOC อีกหลายแห่ง ได้แก่ Caltech, Harvard, MIT, Stanford, Sorbonne, Peking และ Oxford

ในปี 2011 มหาวิทยาลัย Stanford ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์ฟรีขึ้นมา 3 หลักสูตร สำหรับทุกคนที่มีการเชื่อมต่อเว็บ หนึ่งในนั้นคือ MOOC ที่สอนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสอนโดย Sebastian Thrun และ Peter Norvig โดยสามารถดึงดูดนักเรียนได้มากกว่า 160,000 คน เบื้องหลังของความสำเร็จนี้ Thrun และ Norvig ได้สร้าง Udacity ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ จนในปัจจุบันความนิยมของหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย Stanford เป็นแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยต่างๆ นำเสนอระบบ MOOC มากมายหลายแห่ง ซึ่งมีอีก 2 แพลตฟอร์มที่โดดเด่น ได้แก่ Coursera และ EdX โดย The New York Times ได้ประกาศเมื่อปี 2012 เป็นปีแห่ง MOOC

ในปี 2013 Open University ได้สร้างแพลตฟอร์ม Mooc ของตัวเองขึ้นมา ใช้ชื่อว่า FutureLearn โดยนำเสนอหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร และได้มีแพลตฟอร์ม MOOC อื่นๆ เกิดขึ้น ได้แก่ Open2Study ในออสเตรเลีย และ iversity ในเยอรมนี

ในปี 2014 จำนวนมหาวิทยาลัยที่นำเสนอหลักสูตร MOOC ได้เพิ่มเป็นสองเท่า เป็นมากกว่า 400 แห่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ 22 แห่งจาก 25 แห่ง มีหลักสูตรออนไลน์ฟรี

ในปี 2015 จำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งหลักสูตรใน MOOC มีจำนวนมากกว่า 35 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากที่มีประมาณ 16 – 18 ล้านคนในปี 2014

เมื่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้มหาวิทยาลัยที่ยังมีการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมอาจจะล้าสมัยลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวโน้มที่ชัดเจนคือ มหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมจะถูกท้าทายจากสถาบันหรือบริษัทที่สามารถนำเสนอการให้บริการด้านการศึกษาแบบ online ที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความทันสมัยด้านองค์ความรู้ใหม่ๆ ตามความต้องการของผู้เรียน มีราคาค่าเรียนที่ถูกกว่า มีการนำเสนอ content ด้วยเทคโนโลยีที่ถึงมือผู้คนทุกคนทั่วโลก และแน่นอน มหาวิทยาลัยจะต้องรีบปรับตัวก่อนที่จะถูกพลิกผัน คล้ายกับคนเลิกใช้ฟิล์ม เลิกใช้โทรศัพท์สาธารณะข้างถนน เลิกอ่านหนังสือพิมพ์ เลิกเดินไปใช้บริการธนาคารข้างถนน หรือลืมเรียกรถแท็กซี่แบบดั้งเดิม นั่นเอง

 

ขอบคุณบทความดีๆ จาก www.it24hrs.com  วันที่ 30 กันยายน 2018

อ่านต่อ