ที่ลานหน้าจัตุรัสวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมแถลงข่าวการสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมรมราชกุมารี ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนขั้วโลกใต้ ปี 2556 หลังจากนั้นมีพระราชดำริให้ส่งนักวิจัยไปสำรวจขั้วโลกใต้ทุกปี ปัจจุบันมีนักวิจัยไทยไปสำรวจขั้วโลกใต้แล้ว 8 คน สำหรับปี 2561 ได้ขยายความร่วมมือกับประเทศนอร์เวย์ ส่งทีมนักวิจัยไปสำรวจขั้วโลกเหนือ จำนวน 13 คน นำทีมโดย รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะ วิทย์ จุฬาฯ ซึ่งทั้ง 2 คน เคยเป็นนักวิจัยที่สำรวจขั้วโลกใต้มาแล้ว
การสำรวจขั้วโลกเหนือจะสำรวจระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-12 ส.ค.นี้ ที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก
รศ.ดร.วรณพกล่าวว่า ทีมนักวิจัยจะไปสำรวจสภาพความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลายเป็นภาชนะรองรับของเสียของโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ขยะทะเล ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการวิจัยขั้วโลกใต้
ด้าน รศ.ดร.สุชนากล่าวว่า ทีมวิจัยมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและ จิตใจ ทั้งได้รับการสนับสนุนชุดป้องกันความเย็นที่เรียกว่าชุดแห้ง พร้อมทีมสนับสนุน ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งทีมไปสำรวจคือ แสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและขยะทะเล และ พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้ งานวิจัยของเราคงไม่สามารถตอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่จะเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งที่จะไปเติมเต็มภาพใหญ่ว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด และนำข้อมูลกลับมาเตรียมพร้อมรับมือ.
ความคิดสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นพื้นฐานของการริเริ่มนวัตกรรม รวมถึงการแก้ไขปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ แต่ทว่าโรงเรียนส่วนใหญ่กลับไม่ได้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการปลดปล่อยความคิดใหม่ๆ หรือไม่ได้มีกิจกรรมการสอนทักษะนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องพรสวรรค์จริงหรือ ความคิดสร้างสรรค์มาจากไหน ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่สอนกันได้หรือไม่ Tina Seeligเจ้าของหนังสือ inGenius วิชาความคิดที่คุ้มค่าหน่วยกิตที่สุดในโลก จะมาเล่าถึงห้องเรียนที่สุดแสนมหัศจรรย์ พร้อมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของผู้คนและผู้ประกอบการทั่วโลกที่เติบโตขึ้นจากความกล้าที่จะคิดและทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น

ในห้องเรียนวิชาความคิดสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เต็มไปด้วยโจทย์สนุกๆ เช่น อาจจะให้เงินทุนนักศึกษากลุ่มละ 5 เหรียญ หรือให้ของพื้นๆ เช่น ขวดพลาสติกหรือหนังยางหนึ่งกำมือ เพื่อให้ทำธุรกิจที่จะทำให้ได้เงินมากที่สุดใน 1 สัปดาห์ หรืออาจจะให้ถังขยะกลุ่มละ 1 ใบ เพื่อลองสร้างมูลค่าให้กับขยะที่ถูกทิ้ง ฯลฯ หัวใจสำคัญของกระบวนการสอนความคิดสร้างสรรค์ก็คือ การให้นักศึกษารู้จักเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ลองล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และเรียนรู้จากประสบการณ์ สอนให้รู้จักการใช้เครื่องมือโดยตั้งสมมุติฐานที่ท้าทาย เพื่อจะได้ลองผสมผสานไอเดียหรือปรับมุมมองต่อปัญหา รวมทั้งสอนให้รู้จักที่จะตั้งคำถามที่ถูกต้อง เพราะคำถามที่ผิดจะไม่มีวันนำไปสู่คำตอบที่ถูก เธอเปรียบเปรยว่า ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็คล้ายกับการทำงานศิลปะเย็บผ้าแบบ ควิลท์ (Quilt) คือรู้จักที่จะสร้างสิ่งใหม่โดยการเลือกหยิบจับและผสมผสานสิ่งที่มีอยู่อย่างหลากหลายกระจัดกระจายมารวมกันจนเกิดความลงตัว

Tina สรุปประสบการณ์การสอนกว่า 15 ปีของเธอออกมาเป็นโมเดล กลไกแห่งความสร้างสรรค์ เพื่ออธิบายให้เห็นว่าปัจจัยทั้งภายในและภายนอกต่างก็สะท้อนถึงกันและกัน ทัศนคติช่วยจุดประกายความกระหายใคร่รู้ ความรู้เป็นเชื้อเพลิงให้กับจิตนาการ จินตนาการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ดึงทรัพยากรมาสร้างสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์ สภาพแวดล้อมและทัศนคติส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมในชุมชน เมื่อเราใส่ปัจจัยทั้งหมดลงไปและเดินเครื่องอย่างเต็มที่ ไอเดียสุดเจ๋งก็จะถูกปลดปล่อยออกมา
ปัจจุบันนอกจาก Tina จะสอนวิชาความคิดสร้างสรรค์ในห้องเรียนแล้ว ในระยะหลังมหาวิทยาลัยได้พัฒนาหลักสูตร E-learning ทำให้มีนักศึกษาเพิ่มจำนวนขึ้นจากการเรียนทางไกล และยิ่งเมื่อโลกการเรียนรู้มีระบบการเรียนแบบเปิดสำหรับมหาชน หรือ MOOCs ก็เป็นโอกาสที่เธอได้ทดลองจัดการเรียนการสอนด้านความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้คนจำนวนมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลก และได้เห็นนักศึกษากลุ่มใหญ่นับร้อยคนสุมหัวออนไลน์เพื่อสร้างนวัตกรรมร่วมกัน
เผยแพร่ครั้งแรก เมษายน 2558 จัดทำเป็น online content ทาง TK Podcast พฤศจิกายน 2560
คลิกฟัง TK Podcast ที่นี่
หน้ากากN95 / เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยกรณีมีผู้นำหน้ากากN95 จากต่างประเทศ
หรือนำติดตัวเข้ามาในประเทศ เพื่อบรรเทาความต้องการใช้ในเบื้องต้น แต่เกิดกระแสความสับสน ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ และต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนนำเข้าว่า หน้ากากชนิด N 95 มีทั้งชนิดหน้ากากที่เป็นเครื่องมือแพทย์ และไม่เป็นเครื่องมือแพทย์
ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก โดยประชาชนหรือผู้นำเข้าสามารถพิจารณาได้เอง จากฉลากหรือเอกสารกำกับของสินค้า หากบนฉลากหรือเอกสารกำกับสินค้ามีการระบุว่า สามารถป้องกัน หรือลดการสูดดม หรือได้รับเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อราชนิดใด ๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์การใช้งานทางการแพทย์ จะเข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของ อย.
เนื่องจากต้องมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการกรองเชื้อโรค ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อออกไป กรณีต้องการนำเข้ามาขายจะต้องดำเนินการขอหนังสือประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จาก อย. ก่อนจึงจะทำการนำเข้าได้
แต่กรณีนำเข้ามาใช้ส่วนตัว สามารถผ่อนผันการนำเข้า ณ ด่านอาหารและยาที่ต้องการนำเข้าได้เลย
นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า กรณีที่หน้ากากนั้นไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ใดๆ แต่ระบุให้ใช้เพื่อป้องกันฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หมอก ควัน จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางอุตสาหกรรม ไม่จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ การนำเข้ามาในประเทศต้องทำตามกฎหมายของกรมศุลกากร
ในกรณีที่ประชาชน หรือผู้นำเข้าต้องการสั่งหรือนำเข้าหน้ากาก N 95 มาเพื่อกันฝุ่น PM 2.5 ควรใช้หน้ากากที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันฝุ่นละออง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของศุลกากร ไม่ควรใช้หน้ากากที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและมีราคาแพง ซึ่งปกติผลิตภัณฑ์นี้มักใช้ในห้องผ่าตัดหรืองานวิจัยทางการแพทย์เท่านั้น
“ส่วนประชาชนที่ซื้อหน้ากาก N 95 จากต่างประเทศและนำติดตัวเข้ามา โดยมากมักเป็นชนิดกันฝุ่นละออง เนื่องจากในต่างประเทศจะหาซื้อได้ทั่วไป แต่ชนิดที่ใช้ทางการแพทย์จะมีขายเฉพาะในสถานพยาบาล ทั้งนี้ อย. ได้ร่วมกับทางกรมศุลกากรลดขั้นตอนดำเนินการ จะแจ้งรายชื่อของผู้ประกอบการและรุ่นของหน้ากาก N 95 และหน้ากากที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ส่งให้แก่กรมศุลกากร และหน่วยงานที่นำเข้า เช่น DHL FEDEX รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป” นพ.ธเรศ กล่าว