ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล

โพสเมื่อ 28 ส.ค. 2561 18:08:09 โดย ชฎาพร

แมคฟิว่า ชี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมี “สมาร์ทเคน” แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานโลก ย้ำจะช่วยองค์กรสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน น.ส.รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำ SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล” เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ SMARTKEN จะเอื้ออำนวยความสะดวกโดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ สมาร์ทเคน ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด จึงทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล และหรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 ทั้งหน่วยงานรัฐ และองค์กรธุรกิจต้องการคนพันธุ์ดิจิทัล ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้นทักษะด้านดิจิทัล และการเขียนโปรแกรม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินผลแบบ เรียล ไทม์ ( Real – Time) โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ จากข้อสอบผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API), ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG), ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER), ทักษะการออกแบบ UX/UI, ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE) , ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES) และ ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อเป็นการสร้างและยกระดับมาตรฐานทักษะด้านดิจิทัลของประเทศไทย ( Thailand Digital Workforce) โดยการใช้ “สมาร์ทเคน”เป็นเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ หรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา” น.ส.รัชชต กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.16 น.
 

More Updates

ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล

แมคฟิว่า ชี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมี “สมาร์ทเคน” แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานโลก ย้ำจะช่วยองค์กรสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน น.ส.รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำ SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล” เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ SMARTKEN จะเอื้ออำนวยความสะดวกโดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ สมาร์ทเคน ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด จึงทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล และหรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 ทั้งหน่วยงานรัฐ และองค์กรธุรกิจต้องการคนพันธุ์ดิจิทัล ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้นทักษะด้านดิจิทัล และการเขียนโปรแกรม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินผลแบบ เรียล ไทม์ ( Real – Time) โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ จากข้อสอบผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API), ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG), ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER), ทักษะการออกแบบ UX/UI, ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE) , ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES) และ ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อเป็นการสร้างและยกระดับมาตรฐานทักษะด้านดิจิทัลของประเทศไทย ( Thailand Digital Workforce) โดยการใช้ “สมาร์ทเคน”เป็นเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ หรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา” น.ส.รัชชต กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.16 น.
 

อ่านต่อ
พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่

แม้จะเป็นเรื่องยากในการดูว่าคู่สนทนาของเรากำลังพูดโกหกอยู่หรือไม่ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ในบางสถานการณ์ผู้คนอาจพูดเท็จได้ง่ายและคล่องแคล่วขึ้น หากใช้ภาษาต่างประเทศในการปั้นน้ำเป็นตัวแทนภาษาแม่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Wurzburg) ของเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Experimental Psychology โดยระบุว่างานวิจัยของตนมีผลสรุปสวนทางกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าผู้คนจะโกหกเป็นภาษาต่างประเทศได้ยาก เพราะต้องใช้เชาวน์ปัญญาคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้นกว่าการพูดด้วยภาษาแม่

มีการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครจำนวน 50 คน โดยให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่นักวิจัยกำหนดให้ ซึ่งต้องตอบทั้งในแบบที่พูดตามความเป็นจริงและในแบบที่กล่าวเท็จ ทั้งในภาษาต่างประเทศและในภาษาแม่ของตนเอง เพื่อให้นักวิจัยตรวจวัดความว่องไวในการตอบคำถาม รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และปฏิกิริยาการนำไฟฟ้าที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นขณะตอบคำถามด้วย

ผลปรากฏว่าระยะเวลาที่ใช้ตอบคำถามทั้งแบบพูดจริงและพูดเท็จในภาษาต่างประเทศนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งที่โดยเฉลี่ยการตอบคำถามแบบกล่าวเท็จจะใช้เวลานานกว่าการพูดความจริงในสถานการณ์อื่น ๆ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) ที่ทำให้ผู้พูดไม่สู้มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อภาษาต่างประเทศเท่าภาษาแม่นั้น ช่วยลดทอนภาระในการคิดวิเคราะห์ของสมองระหว่างพูดโกหกให้น้อยลง

นอกจากผลการทดลองข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะตัดสินว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาแม่ของตนเป็นความจริง มากกว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาต่างประเทศอีกด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคไร้พรมแดน โดยการใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ และการสอบสวนหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งขึ้น

อ่านต่อ
สถาบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะเปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ!!!

การเรียนจบปริญญาตรีของคนในยุค Gen-X ด้วยการใช้เวลา 4-5 ปี โดยสามารถนำความรู้จากปริญญาตรีไปใช้ได้อีกนับ 10 ปีในการทำงานโดยไม่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติม ซึ่งมันกำลังจะเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้วสำหรับเด็กๆ ที่เพิ่งเกิดมาในช่วงเวลานี้เป็นต้นไป เพราะองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ กำลังก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดตลอดเวลาจนเด็กรุ่นใหม่ไม่สามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาในอดีตมาใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคตได้หากพวกเขาไม่ได้ขวนขวายหาความรู้ตลอดเวลา

World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่า นับจากนี้ไปภายใน 5 ปี อาชีพหลายอาชีพที่เคยมีอยู่ในวันนี้อาจหายไป แต่จะมีอาชีพที่เราไม่เคยเห็นเลยในอดีตเกิดขึ้นมากมาย และจะทำให้ตลาดแรงงานต้องการขีดความสามารถ (skill) ใหม่ๆ จากแรงงานในอนาคต ซึ่งรูปแบบของ skill ในวันนี้จะเปลี่ยนไปกว่า 35% ภายในปี 2020 และจะเปลี่ยนไปด้วยอัตราเร่งตลอดเวลานับจากนี้ไป

ดังนั้นในศตวรรษที่ 21 คนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตเป็นแรงงานแห่งอนาคตต้องสร้าง skill เพื่อดักอนาคตให้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม และยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่พัฒนาขึ้นโดยการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (social and emotional learning : SEL) โดยหากคนรุ่นใหม่เหล่านั้นมีความสามารถทางสังคมและทางอารมณ์ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ก็จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้

World Economic Forum ได้เผยแพร่รายงานหลายฉบับที่มุ่งเน้นประเด็นปัญหาในเรื่องช่องว่างทางทักษะในศตวรรษที่ 21 และแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยเทคโนโลยี ซึ่งได้มีการอธิบายทักษะที่สำคัญ 16 ประการสำหรับสถาบันการศึกษาที่ควรจะต้องมีให้กับแรงงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้แก่ “ความรู้พื้นฐาน” เช่น ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ การคำนวณและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ความรู้ด้าน ICT ความรู้ด้านการเงิน และความรู้ด้านวัฒนธรรมและการเมือง อีกทั้งทักษะที่เป็น “ความสามารถ” คือ สามารถเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ได้แก่ การทำงานร่วมกัน การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมี “คุณลักษณะเชิงคุณภาพ” คือ สามารถปรับตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ ความอยากรู้ ความคิดริเริ่ม ความอดทน ความสามารถในการปรับตัว ความเป็นผู้นำ และการรับรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม

                                                         

การที่เทคโนโลยีได้ถึงมือผู้เรียนอย่างรวดเร็วและราคาถูก จนทำให้พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้เร็วกว่าที่มหาวิทยาลัยจัดให้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายกับมหาวิทยาลัยที่จับต้องไม่ได้ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล anyone anywhere anytime และราคาถูกมากเข้ามาแย่งผู้เรียนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มว่าเด็กที่เพิ่งเกิดมาในวันนี้อาจไม่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแบบที่พวกเราจบมาแบบในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป ซึ่งมหาวิทยาลัยทางกายภาพอาจเป็นที่พบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พบปะผู้เชี่ยวชาญ และฝึกอบรบระยะสั้นแบบ face-to-face เท่านั้น ดังนั้น รูปแบบสถาบันการศึกษาในอนาคตจึงจะมีรูปแบบเป็น online มากขึ้นอย่างเด่นชัด

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ Times Higher Education World university Rankings ในปี 2017 – 2018 จากการนำเสนอการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมวลชน (massive open online course : MOOC) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ไม่จำกัดจำนวนคนเข้าเรียน และเป็นระบบเปิดสำหรับทุกคนที่อยากเรียนจะต้องได้เรียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเรียน โดยมหาวิทยาลัย Oxford ได้ร่วมมือกับ edX ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนออนไลน์ที่ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบัน MIT โดยมีหลักสูตร “From Poverty to Prosperity: Understanding Economic Development” เป็นที่น่าสนใจและสามารถดึงดูดผู้ลงทะเบียนเรียนได้มากกว่า 47,000 ราย จากเกือบทุกประเทศทั่วโลก

หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดหลักสูตรในระบบ MOOC จึงทำให้ Oxford เปิดตัวหลักสูตรที่สองขึ้น ซึ่งได้มีรูปแบบการสอนใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น การตอบคำถามแบบสดโดยศาสตราจารย์ Paul Collier หัวหน้าหลักสูตร

ซึ่งนับตั้งแต่ที่ MOOC ได้เกิดขึ้นและแพร่หลายในปี 2011 ได้มีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนหลักสูตรระยะสั้นนับล้านคนทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และพร้อมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลังจากนั้น MOOC ได้เกิดขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว เช่น Coursera, edX และ Udacity ในสหรัฐอเมริกา และ FutureLearn ในสหราชอาณาจักร โดยในปี 2015 Coursera มีจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 17 ล้านคนทั่วโลก และยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่นำเสนอแพลตฟอร์ม MOOC อีกหลายแห่ง ได้แก่ Caltech, Harvard, MIT, Stanford, Sorbonne, Peking และ Oxford

ในปี 2011 มหาวิทยาลัย Stanford ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์ฟรีขึ้นมา 3 หลักสูตร สำหรับทุกคนที่มีการเชื่อมต่อเว็บ หนึ่งในนั้นคือ MOOC ที่สอนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสอนโดย Sebastian Thrun และ Peter Norvig โดยสามารถดึงดูดนักเรียนได้มากกว่า 160,000 คน เบื้องหลังของความสำเร็จนี้ Thrun และ Norvig ได้สร้าง Udacity ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ จนในปัจจุบันความนิยมของหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย Stanford เป็นแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยต่างๆ นำเสนอระบบ MOOC มากมายหลายแห่ง ซึ่งมีอีก 2 แพลตฟอร์มที่โดดเด่น ได้แก่ Coursera และ EdX โดย The New York Times ได้ประกาศเมื่อปี 2012 เป็นปีแห่ง MOOC

ในปี 2013 Open University ได้สร้างแพลตฟอร์ม Mooc ของตัวเองขึ้นมา ใช้ชื่อว่า FutureLearn โดยนำเสนอหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร และได้มีแพลตฟอร์ม MOOC อื่นๆ เกิดขึ้น ได้แก่ Open2Study ในออสเตรเลีย และ iversity ในเยอรมนี

ในปี 2014 จำนวนมหาวิทยาลัยที่นำเสนอหลักสูตร MOOC ได้เพิ่มเป็นสองเท่า เป็นมากกว่า 400 แห่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ 22 แห่งจาก 25 แห่ง มีหลักสูตรออนไลน์ฟรี

ในปี 2015 จำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งหลักสูตรใน MOOC มีจำนวนมากกว่า 35 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากที่มีประมาณ 16 – 18 ล้านคนในปี 2014

เมื่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้มหาวิทยาลัยที่ยังมีการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมอาจจะล้าสมัยลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวโน้มที่ชัดเจนคือ มหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมจะถูกท้าทายจากสถาบันหรือบริษัทที่สามารถนำเสนอการให้บริการด้านการศึกษาแบบ online ที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความทันสมัยด้านองค์ความรู้ใหม่ๆ ตามความต้องการของผู้เรียน มีราคาค่าเรียนที่ถูกกว่า มีการนำเสนอ content ด้วยเทคโนโลยีที่ถึงมือผู้คนทุกคนทั่วโลก และแน่นอน มหาวิทยาลัยจะต้องรีบปรับตัวก่อนที่จะถูกพลิกผัน คล้ายกับคนเลิกใช้ฟิล์ม เลิกใช้โทรศัพท์สาธารณะข้างถนน เลิกอ่านหนังสือพิมพ์ เลิกเดินไปใช้บริการธนาคารข้างถนน หรือลืมเรียกรถแท็กซี่แบบดั้งเดิม นั่นเอง

 

ขอบคุณบทความดีๆ จาก www.it24hrs.com  วันที่ 30 กันยายน 2018

อ่านต่อ
ทั่วโลกจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร?

ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับมลพิษฝุ่นขนาดจิ๋ว หรือมลพิษทางอากาศ PM2.5 แม้ว่าในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามลพิษจะเบาบางลงแล้ว แต่หลังจากช่วงหยุดยาวปีใหม่ มลพิษฝุ่นก็กลับมาอาละวาดอีกครั้ง

โลกกำลังเจอ “อากาศสกปรก”

ปีที่แล้วอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศมากที่สุด แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีน (แม้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศที่จีนก็ยังแย่อยู่) โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) กล่าวไว้ว่าเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศ

แล้วหลายๆประเทศจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร?

สำนักข่าว the Guardian และเว็บไซต์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้โดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายเมือง เช่น

1.กรุงปารีส ฝรั่งเศส  

เมืองน้ำหอมแห่งนี้เลือกสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งในย่านศูนย์กลางเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ ห้ามใช้รถยนต์ในย่านฌ็องเซลิเซ่ 1 ครั้ง ต่อเดือน อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้จักรยานโดยจัดทำโครงการยืมจักรยาน หรือเรียกกันว่า ธนาคารจักรยาน

2.กรุงนิวเดลี อินเดีย   

หลังจากสถิติมลพิษทางอากาศของอินเดียพุ่งสูงเท่าๆกับจีน รัฐบาลได้ออกนโยบายห้ามรถยนตร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถ SUV ที่มีเครื่องยนตร์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี รวมทั้งบังคับให้รถแท็กซี่เครื่องยนต์ดีเซลหลายพันคันหยุดวิ่ง นอกจากนี้ยังทดลองนโยบายการให้รถยนต์เลือกหยุดวิ่งในวันคี่หรือวันคู่ และกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้อูเบอร์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียยังไม่มีมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเผาทำลายซากผลผลิตจากเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3.เนเธอร์แลนด์

รัฐบาลของเนเธอแลนด์มีการเสนอนโยบายห้ามการขายรถยนต์ดีเซล และหากร่างนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปีพ.ศ.2568 โดยการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ร่างนโยบายนี้ยังคงอนุโลมให้ประชาชนที่มีรถยนต์ดีเซลอยู่ก่อนแล้วสามารถใช้รถต่อไปได้

4. เมืองไฟรบวร์ค (Freiburg) เยอรมนี

ไฟรบวร์ค มีทางปั่นจักรยานรวมแล้วมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร มีรถรางและมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก ทั้งนี้ในย่านชานเมืองบางแห่งยังห้ามไม่ให้ประชาชนจอดรถยนต์ใกล้ๆบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินเช่าพื้นที่จอดรถกว่า 18,000 ยูโร หรือประมาณ 660,162 บาท

5.เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก

โคเปนเฮเกนให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานทดแทนรถยนต์ส่วนตัว แนวคิดของการใช้จักรยานนี้คือการคิดถึงมูลค่าของจักรยานเทียบกับรถยนต์ โดยการขี่จักรยาน 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.42 ดอลล่า สหรัฐ ในขณะที่การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นระยะทาง 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.20 ดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้เมืองส่วนใหญ่ในเดนมาร์กเริ่มทยอยหยุดใช้รถยนต์มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเพื่อทำตามนโยบายเมืองที่มุ่งจะเป็นเมือง Carbon Neutral หรือเมืองที่มีกิจกรรมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ ศูนย์ภายในปี พ.ศ.2568

6.ออสโล (Oslo) นอร์เวย์  

เมืองออสโลมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้โดยวางโซน “ปลอดรถคันใหญ่” และเริ่มทำทางจักรยานใหม่ที่มีระยะทางรวมกว่า 40 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมรถติดกับผู้ใช้รถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนและลดพื้นที่ลานจอดรถหลายแห่ง

7.เกาหลีใต้

รัฐบาลชุด มุน แจอิน อนุมัติให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในเกาหลีใต้ 8 แห่งชั่วคราวเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้เป็นเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนการจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่าถาวรภายในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2563 เพื่อลดมลพิษทางอากาศและทำตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แม้ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศถึงร้อยละ 40 ก็ตาม

จากตัวอย่างทั้ง 7 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอื่นๆกำลังรับมือและจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัว การสนับสนุนการใช้จักรยาน หรือการวางแผนลดรถยนต์ส่วนตัวด้วยการห้ามขายรถยนต์ดีเซล ไปจนกระทั่งการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แล้วคุณอยากเห็นประเทศไทยมีการจัดการกับปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร? การจัดการที่ทำได้มากกว่าแค่การฉีดพ่นน้ำตามถนนหรือนโยบายการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

 

อ่านต่อ