ค่ายเด็กใฝ่ดี - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

ค่ายเด็กใฝ่ดี

โพสเมื่อ 28 ม.ค. 2562 15:44:50 โดย อนิรุทธิ์

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล็งเห็นว่า เด็กในสังคมเมืองทุกวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสของโลกที่หมุนด้วยความรวดเร็ว ฉาบฉวย และการให้ความสำคัญแต่คุณค่าภายนอก ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และไม่มีโอกาสฝึกประสบการณ์ตรงเชิงวิทยาศาสตร์และศิลปะ

ค่ายเด็กใฝ่ดีจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายให้เด็กในสังคมเมืองอายุระหว่าง ๙ – ๑๒ ปีได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่กับป่า ผ่านการเรียนรู้ “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า โดยเน้นการใช้หลักเหตุผลและศิลปะเป็นสื่อกลาง บนฐานความเชื่อว่าจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และการ “เลือกเดินไปในทางที่ดีและเหมาะสม” ทำให้เด็กๆ สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวในโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดี

กิจกรรมการเรียนรู้ในค่ายใฝ่ดี เช่น
• รู้จักพระราชจริยวัตรสมเด็จย่าผ่านกระบวนการ (วิทยา) ศาสตร์ และ ศิลป์ จากการทำดอกไม้แห้งและพระตำหนักดอยตุง
• เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ และเพาะกล้าจากเมล็ดพันธุ์ที่พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
• ใช้ชีวิตในผืนป่าเพื่อเรียนรู้ความพิเศษของสิ่งมีชีวิตรอบตัว รวมถึงตัวเราเองที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
• ซึมซับความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านชนเผ่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย

ค่ายเด็กใฝ่ดีจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้งช่วงปิดภาคเรียนในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนตุลาคม ค่ายเด็กใฝ่ดีรุ่นต่อไป (รุ่นที่ ๑๒) จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/faideecamp

More Updates

พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่

แม้จะเป็นเรื่องยากในการดูว่าคู่สนทนาของเรากำลังพูดโกหกอยู่หรือไม่ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ในบางสถานการณ์ผู้คนอาจพูดเท็จได้ง่ายและคล่องแคล่วขึ้น หากใช้ภาษาต่างประเทศในการปั้นน้ำเป็นตัวแทนภาษาแม่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Wurzburg) ของเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Experimental Psychology โดยระบุว่างานวิจัยของตนมีผลสรุปสวนทางกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าผู้คนจะโกหกเป็นภาษาต่างประเทศได้ยาก เพราะต้องใช้เชาวน์ปัญญาคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้นกว่าการพูดด้วยภาษาแม่

มีการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครจำนวน 50 คน โดยให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่นักวิจัยกำหนดให้ ซึ่งต้องตอบทั้งในแบบที่พูดตามความเป็นจริงและในแบบที่กล่าวเท็จ ทั้งในภาษาต่างประเทศและในภาษาแม่ของตนเอง เพื่อให้นักวิจัยตรวจวัดความว่องไวในการตอบคำถาม รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และปฏิกิริยาการนำไฟฟ้าที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นขณะตอบคำถามด้วย

ผลปรากฏว่าระยะเวลาที่ใช้ตอบคำถามทั้งแบบพูดจริงและพูดเท็จในภาษาต่างประเทศนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งที่โดยเฉลี่ยการตอบคำถามแบบกล่าวเท็จจะใช้เวลานานกว่าการพูดความจริงในสถานการณ์อื่น ๆ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) ที่ทำให้ผู้พูดไม่สู้มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อภาษาต่างประเทศเท่าภาษาแม่นั้น ช่วยลดทอนภาระในการคิดวิเคราะห์ของสมองระหว่างพูดโกหกให้น้อยลง

นอกจากผลการทดลองข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะตัดสินว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาแม่ของตนเป็นความจริง มากกว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาต่างประเทศอีกด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคไร้พรมแดน โดยการใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ และการสอบสวนหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งขึ้น

อ่านต่อ
ฮ่องกงปฏิรูปการศึกษา พลิกโฉมการอ่านการเรียนรู้ สู่มหานครดิจิทัล

เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เริ่มวางยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งได้มีการทบทวน สรุปบทเรียน และปรับปรุงใหม่ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในชื่อ Digital 21 Strategy มีเป้าหมายว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นมหานครดิจิทัลที่ไฮเทคที่สุดในโลก เนื้อหาของยุทธศาสตร์คำนึงถึงการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ครอบคลุมทั่วเกาะฮ่องกงในราคาที่เป็นธรรมและทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สร้างศูนย์รวมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยและย่านธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งประกอบด้วยบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลจากทั่วโลก รวมทั้งการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) สำหรับบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

          วิทยาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นได้ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาไปพร้อมกัน เมื่อ 15 ปีก่อน ห้องเรียนในฮ่องกงมีหน้าตาไม่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในโลก เด็กๆ ถูกจัดให้นั่งเรียนเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ การเรียนการสอนมีครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher Centric Teaching) เรียกกันว่าเป็นยุคการศึกษาแบบ 1.0 เหมาะสำหรับสังคมอุตสาหกรรมซึ่งต้องการแรงงานที่มีความรู้และทักษะมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2006 การศึกษาของฮ่องกงเริ่มเปลี่ยนเป็นยุค 2.0 กลายเป็นการเรียนที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centric Learning) เป็นไปเพื่อการเรียนรู้สำหรับเจนเนอเรชั่นวายโดยเฉพาะ มีทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มโดยประยุกต์ใช้สื่อเทคโนโลยี และนับตั้งแต่ปี 2011 การศึกษาฮ่องกงได้เข้าสู่ยุค 3.0 เดินหน้าปฏิรูปการสอนให้เป็นห้องเรียนแบบกลับด้าน (Flipped Classroom) เต็มไปด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่มีสีสัน และสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นนักสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยใช้สื่อดิจิทัลที่ทันสมัย

 สถิติเมื่อปี 2014 ระบุว่า ประชากรฮ่องกงมีสัดส่วนการใช้อุปกรณ์โมบายไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน ไอแพด หรือแท็บเล็ตเพิ่มขึ้น 238% คือมีผู้ใช้งานประมาณ 80-90% ของประชากรทั้งหมด (ไม่รวมเด็กและผู้สูงอายุ) มีการวิเคราะห์ว่าในอนาคตอันใกล้อุปกรณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นของใช้ที่จำเป็นประจำตัวทุกคน (BYOD - Bring Your Own Device) ซึ่งทำให้สามารถทำงานหรือค้นคว้าหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อวิถีชีวิตสมัยใหม่บรรจบกับยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลที่รัฐบาลได้วางไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิต ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานในการผลักดันให้ฮ่องกงกำลังจะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการปฏิรูปการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21

          ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา รัฐบาลได้ลงนามความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคมนับร้อยภาคี เพื่อวาง 4 เสาหลักที่จะช่วยกันขับเคลื่อนด้านการศึกษายุคดิจิทัล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้แนวคิดการศึกษาเพื่อคนทุกคน ด้วยการมุ่งสู่ BYOD ในห้องเรียน สามารถเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่ 
          1. ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีการตั้งเป้าหมายว่าทุกโรงเรียนจะต้องมี wi-fi ที่ครูและนักเรียนสามารถใช้ค้นหาและดาวน์โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีระบบ cloud ที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูล พร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มโครงการแจกอุปกรณ์โมบาย  1 คน 1 เครื่อง ให้กับนักเรียนบางระดับชั้น ขณะที่บางแห่งทดลองให้นักเรียน 2-3 คนใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ทั้งนี้ในปี 2015 คาดว่าโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารจะครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
          2. ด้านเนื้อหาสาระ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพิมพ์จำนวน 44 แห่ง ในการผลิตเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพสำหรับการเรียนรู้และการเรียนการสอน
          3. พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ชาวฮ่องกงค่อนข้างทุ่มเทกำลังทรัพย์ในการหาซื้อหนังสือและอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูก และเปิดกว้างที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ มีโครงการ Growth Hong Kong และ Parent Academy ซึ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสื่อสารและให้ความรู้กับผู้ปกครองในการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการของลูก
          4. ครูและนักการศึกษา ที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนให้เป็น Flipped Classroom

รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ Hong Kong Education City ซึ่งคล้ายกับเป็นตลาดรวมข้อมูล ทรัพยากรการเรียนรู้ และชุมชนออนไลน์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียนมีเครื่องมือที่สะดวกต่อการนำมาใช้ในการสอนหรือเรียนรู้ด้วยตนเองในยุคการศึกษา 3.0 ประกอบด้วยโครงการย่อยและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ

  • EdV แพลตฟอร์มคลิปวิดีโอที่ช่วยให้ครูและนักเรียนเป็นผู้สร้างและแบ่งปันสิ่งที่ได้สอนหรือได้เรียนรู้สู่สาธารณะผ่านรายการ HKedCity EdV Channel ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาต่างๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และการศึกษาทั่วไป
  • Online Question Bank (OQB) แพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการประเมินผลนักเรียนเป็นรายบุคคล ครูและนักเรียนสามารถติดตามพัฒนาการของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้เด็กสามารถกำกับตนเองในการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
  • EdBookShelf ศูนย์รวมทรัพยากรการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ที่ครูและผู้ปกครองสามารถเลือกหาได้อย่างหลากหลายตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอีบุ๊ค แอพพลิเคชั่น มัลติมีเดีย ภาพสามมิติ ฯลฯ ฐานข้อมูลนี้จะเชื่อมโยงกับEdMall ซึ่งเป็นร้านออนไลน์จำหน่ายสื่อการเรียนรู้และบริการทางการศึกษาโดยผู้ประกอบการจำนวนมาก
  • English Camp e-learning เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การเรียนรู้จากคลิปข่าวขนาดสั้น กิจกรรมวิเคราะห์ข่าวเพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์และสร้างความตระหนักในประเด็นทางสังคม คลิปวิดีโอสอนเรื่องการออกเสียง และโปรแกรมซึ่งสามารถอัดและให้คะแนนการออกเสียงได้
  • Chinese Resource สื่อการเรียนรู้ภาษาจีนด้วยตนเองสำหรับเด็กประถมและมัธยม มุ่งเน้นการเรียนรู้ 6 ด้าน คือ การอ่าน การเขียน การฟังและการพูด วรรณกรรม วัฒนธรรมจีน และคุณธรรมศึกษา
  • Small Campus สื่อการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน ออกแบบมาเพื่อเด็กชั้นประถมโดยเฉพาะ สามารถใช้เรียนรู้ประกอบวิชาภาษาจีน ภาษาอังกฤษ  คณิตศาสตร์ และการศึกษาทั่วไป หลายเกมเป็นการจำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลี้ยงสัตว์ การซื้อของ การฝากเงินและดอกเบี้ย การบริหารจัดการเงิน ฯลฯ

ฮ่องกงยังได้ดำเนินโครงการ Pilot Scheme on e-learning มาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน ในโรงเรียนนำร่อง 66 แห่ง รวม 21 โครงการย่อย เพื่อวิจัยและพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนแบบ Flipped Classroom อาทิ e-learning การเรียนการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถกำกับตนเองได้ โดยการวัดและประเมินผลที่ไม่เน้นการทำข้อสอบแต่เน้นวัดพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งยังมุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์และบุคลากรทางการศึกษาที่มีแนวคิดและทักษะการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ ข้อคิดที่สำคัญจากการปฏิรูปการสอนยุค 3.0 ของฮ่องกงก็คือ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือครูและนักการศึกษาที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนทัศนคติ พยายามที่จะเรียนรู้และลงมือทำในสิ่งใหม่เพื่อให้เกิดผลทางการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น

           ผลการวิจัย Progress in International Reading Literacy Study (PIRLS) 2011 ระบุว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเรียนรู้ด้านการอ่านเขียนจากครอบครัว (family literacy) ต่ำที่สุดในโลก คือมีพ่อแม่เพียง 12% ที่ส่งเสริมลูกในวัยก่อนเข้าโรงเรียนให้อ่านหนังสือ เล่านิทานหรือร้องเพลงกล่อม ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 37% อีกทั้งนักเรียนฮ่องกงยังมีคะแนนด้านแรงจูงใจ ความสนใจและมั่นใจในการอ่านการเรียนรู้ อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้นนอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ฮ่องกงยังจำเป็นต้องทุ่มเทกับงานด้านส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้วยเหตุนี้เองในปี 2015 ฮ่องกงจึงเริ่มปรับการออกแบบห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องไปกับการศึกษายุค 3.0 โดยที่ก่อนหน้านี้ก็ได้ริเริ่มโครงการ Hong Kong Reading City ที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการแบ่งปันความรู้ หวังที่จะวางรากฐานให้เยาวชนรุ่นใหม่มีแรงจูงใจในการเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวอย่างทรัพยากรการเรียนรู้และกิจกรรมในโครงการ เช่น

  • แพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งบรรจุเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายจากสำนักพิมพ์ที่เป็นภาคี เนื้อหาในเว็บไซต์ เช่น นักเขียนออนไลน์ โซฟาการอ่าน รีดดิ้งโฟกัส ฯลฯ
  • กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น ยุวทูตนักอ่าน ให้นักเรียนที่มีทักษะการอ่านที่ดีได้ชักชวนเพื่อนให้เห็นประโยชน์และอ่านหนังสือด้วยกัน บอร์ดนักอ่าน เป็นการแบ่งปันความคิดจากสิ่งที่ได้อ่านเผยแพร่ลงบนกระดานขนาดใหญ่ในโรงเรียนเพื่อให้เพื่อนๆ เห็นได้สะดวก และ บันทึกนักอ่าน เป็นโปรแกรมออนไลน์ที่ให้นักเรียนได้บันทึกความก้าวหน้าของการอ่านอย่างเป็นระบบ และครูสามารถติดตามความสามารถและนิสัยการอ่านของนักเรียนได้
  • การคัดเลือก 10 หนังสือดีประจำปี ไม่ใช่การทำรายชื่อ “หนังสือควรอ่าน” ตามทัศนะของผู้ใหญ่ แต่ให้นักเรียนเป็นผู้โหวตรายชื่อหนังสือและนักเขียนที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นคุณภาพของนักเขียนและสำนักพิมพ์แล้ว ยังสามารถสะท้อนปรากฏการณ์การอ่านของเยาวชนในสังคมด้วย

แหล่งข้อมูล

เอกสารการบรรยาย เรื่อง Going BYOD – What the World Can Learn from Hong Kong โดย Mr. Erwin Huang ในการประชุมวิชาการ Worlddidac Asia 2015 วันที่ 18 มีนาคม 2558

เอกสารเรื่อง Digital 21 Strategy โดย Commerce, Industry and Technology Bureau, Hong Kong, 2006.

เว็บไซต์ https://www.hkedcity.net/

อ่านต่อ
ค่ายเด็กใฝ่ดี

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล็งเห็นว่า เด็กในสังคมเมืองทุกวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสของโลกที่หมุนด้วยความรวดเร็ว ฉาบฉวย และการให้ความสำคัญแต่คุณค่าภายนอก ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และไม่มีโอกาสฝึกประสบการณ์ตรงเชิงวิทยาศาสตร์และศิลปะ

ค่ายเด็กใฝ่ดีจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายให้เด็กในสังคมเมืองอายุระหว่าง ๙ – ๑๒ ปีได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่กับป่า ผ่านการเรียนรู้ “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า โดยเน้นการใช้หลักเหตุผลและศิลปะเป็นสื่อกลาง บนฐานความเชื่อว่าจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และการ “เลือกเดินไปในทางที่ดีและเหมาะสม” ทำให้เด็กๆ สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวในโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดี

กิจกรรมการเรียนรู้ในค่ายใฝ่ดี เช่น
• รู้จักพระราชจริยวัตรสมเด็จย่าผ่านกระบวนการ (วิทยา) ศาสตร์ และ ศิลป์ จากการทำดอกไม้แห้งและพระตำหนักดอยตุง
• เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ และเพาะกล้าจากเมล็ดพันธุ์ที่พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
• ใช้ชีวิตในผืนป่าเพื่อเรียนรู้ความพิเศษของสิ่งมีชีวิตรอบตัว รวมถึงตัวเราเองที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
• ซึมซับความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านชนเผ่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย

ค่ายเด็กใฝ่ดีจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้งช่วงปิดภาคเรียนในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนตุลาคม ค่ายเด็กใฝ่ดีรุ่นต่อไป (รุ่นที่ ๑๒) จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/faideecamp

อ่านต่อ
จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย คำตอบอยู่ที่...ห้องเรียน

 ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงการศึกษาศตวรรษที่ 21 ซึ่งว่าด้วยการปลูกฝังทักษะความรู้เพื่อเตรียมพร้อมให้เยาวชนสามารถรับมือกับความท้าทายอันเกิดมาจากความซับซ้อนของสังคมและปัญหาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน ระบบการศึกษาไทยยังคงประสบกับวิกฤติที่แก้ไม่ตก การวัดประเมินผลทางการศึกษาด้วยมาตรวัดต่างๆ พบว่านักเรียนไทยมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำ อยู่ในระดับรั้งท้ายของการจัดอันดับนานาชาติ อีกทั้งยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามโลกาภิวัตน์

          ไม่ว่าจะจับไปที่จุดใดก็ดูเหมือนจะพบแต่ปัญหา ถ้าเช่นนั้นแล้วความหวังที่จะออกจากวังวนดังกล่าวมีหรือไม่ คืออะไร?

          ฟังคำตอบจาก ผศ.ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครูผู้ปฏิวัติชั้นเรียนคณิตศาสตร์แนวใหม่ โดยใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบปลายเปิด (Open Approach) จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนไปสู่การให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด และเชื่อว่าความถูกต้องไม่ได้อยู่ที่คำตอบแต่อยู่ที่การให้เหตุผล ประสบการณ์กว่า 30 ปีของอาจารย์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ลดบทบาทการ “สอน” ของครู แต่เพิ่มการ “ถาม” เพื่อกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิด สามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทสังคมไทย เป็นที่ประจักษ์ในโรงเรียนนับร้อยแห่ง

ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกๆ ของโลกที่มองเห็นจุดอ่อนของการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่เน้นเนื้อหาสาระวิชา และเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่การสอนซึ่งเน้นที่กระบวนการคิดของนักเรียน เริ่มตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เมื่อญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์เพื่อเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด หลักสูตรที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 ได้กำหนดเรื่องการสอนทักษะการคิดไว้อย่างชัดเจน ก่อนหน้าที่ทั่วโลกจะเกิดความตื่นตัวในประเด็นดังกล่าวเกือบ 50 ปี แม้แต่ในรายวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งดูเหมือนศาสตร์ที่มีคำตอบถูกผิดไว้อย่างตายตัว ก็ยังสอนให้เด็กนักเรียนพัฒนากระบวนการคิดในเชิงตรรกะ (Mathematical Thinking) ไม่ใช่การสอนคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์สุดท้าย

          การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด หรือ “กระบวนทัศน์ใหม่ของการเรียนการสอนในห้องเรียน” เริ่มปรากฏให้เห็นจากฝั่งยุโรป ดังเช่นที่เนเธอร์แลนด์ ฮังการี จากนั้นจึงข้ามฝั่งมายังอเมริกา ส่วนสิงคโปร์เพิ่งเริ่มต้นปรับชั้นเรียนเมื่อหลังปี 2000 แต่ก็มีการพลิกโฉมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ ล้วนตกผลึกความรู้ด้านการจัดการเรียนการสอนแบบไม่เน้นการท่องจำ จนเกิดเป็นตำราและคู่มือครูที่มีคุณภาพและมาตรฐาน และกลายเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่ทั่วโลกอยากดำเนินรอยตาม

          “ถ้าการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน คนจะขาดความสามารถในการคิดเชิงแก้ไขปัญหา เอาผลมาเป็นเหตุเอาเหตุมาเป็นผล มั่วไปหมด ระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกกำลังติดอยู่ในกับดักแบบเดียวกันนี้ แนวโน้มความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงจึงมุ่งไปที่การสอนด้วยวิธีแก้ไขปัญหา (Problem Solving Approach) เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการคิดและสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง”

เปลี่ยน ‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ในห้องเรียน

 

 ปัญหาคุณภาพการศึกษามักจะถูกเชื่อมโยงไปยังบทบาทและคุณภาพของครูผู้สอน แต่ทัศนะเช่นนี้กลับจะทำให้ครูตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา แน่นอนว่าจุดเปลี่ยนของปัญหานี้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน แต่จะต้องมองชั้นเรียนในฐานะที่เป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community-PLC)

          “การแก้ไขปัญหาการศึกษา เราต้องปักหมุดไปที่โรงเรียน แต่ให้ครูทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมานั่งหัวโต๊ะทุกสัปดาห์ด้วย เพื่อมาวางแผนการทำงานร่วมกับครู ให้ครูนำเสนอแผนการสอนเป็นรายคาบแล้วมาร่วมกันสะท้อนความเห็น (Reflection) ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ร่วมกับครูชำนาญการ ครูเชี่ยวชาญ ก่อนเปิดภาคเรียนก็ต้องร่วมกันวางแผน ครูห้ามทำงานคนเดียว ครู ป.1-ป.3 ต้องจัดเป็นทีมเดียวกัน ป.4-ป.6 อีกทีมหนึ่ง เพราะการทำงานคนเดียวทำให้เกิดนวัตกรรมไม่ได้

          “ทุกวันนี้ แต่ละโรงเรียนต่างคนก็ต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน ผู้อำนวยการก็วิ่งไปเขตไปนู่นไปนี่ ศึกษานิเทศก์ที่มีกว่าสี่พันคนก็มักจะอยู่ตามเขตคอยทำงานส่งกระทรวง เขาไม่ค่อยลงไปโรงเรียนอยู่แล้ว ครูจึงยังไม่มีวิธีการสอนที่ดีและไม่มีกระบวนการปรับปรุงการทำงาน”

          นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของครู ให้มีการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องแล้ว วัฒนธรรมเชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลง

          “ห้องเรียนไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เวลาครูโยนคำถามแล้วนักเรียนแสดงความคิดเห็นกลับมา ครูบางคนบอกว่ารับไม่ได้ ความคิดแบบนั้นผิด เขาจะผิดได้ยังไงล่ะเพราะเขายังไม่ได้ให้เหตุผลเลย ถ้าอย่างนั้นแปลว่าความคิดของทุกคนควรจะถูก เพราะมันคือการยอมรับความมีเหตุผลของเขา ซึ่งเท่ากับยอมรับความเป็นคน ถ้าคุณปฏิเสธความคิดของเขาก็แปลว่าคุณปฏิเสธความเป็นคนของเขาด้วย”

          ห้องเรียนที่ดีจึงเป็นพื้นที่ที่นักเรียนได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น และมีโอกาสทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ตั้งขึ้นมาเป็นโจทย์ ชั้นเรียนที่ครูเป็นผู้กุมบทบาทในการพูดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคาบเรียนไม่มีวันนำนักเรียนไปสู่การแก้ปัญหา ครูจึงต้องรู้จัก “เอาเทปปิดปากตัวเองไว้” เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สังเกตห้องเรียน แล้วคอยจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนของการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์

 

 ระบบการบริหารแบบราชการที่ครอบงำโรงเรียนอยู่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารการศึกษา การที่ส่วนกลางไม่ได้กระจายอำนาจการบริหารที่แท้จริงลงไปยังพื้นที่นับเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษา ซึ่งหากเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาจะพบว่าไม่ได้เป็นระบบแบบรวมศูนย์

          “เรามีความพยายามในการวางรากฐานด้านการศึกษามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และนับแต่นั้นมาโรงเรียนของเราไม่เคยเปลี่ยน เพราะเราฝึกโรงเรียนให้เป็นระบบราชการ กลไกที่บริหารจัดการก็เป็นระบบราชการ และเป้าหมายก็เป็นไปเพื่อราชการ มันจึงมีปัญหา ที่ญี่ปุ่นใครก็สั่งให้ครูออกไปทำงานอย่างอื่นนอกโรงเรียนไม่ได้ แต่ของเราผู้อำนวยการสั่งงดการเรียนการสอนเพื่อไปทำงานอย่างอื่นนอกโรงเรียนได้ และส่วนกลางก็สามารถดึงครูออกจากห้องเรียนไปอบรมอะไรต่อมิอะไรได้เต็มไปหมด”

          นอกจากนั้น นโยบายการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของฝ่ายการเมือง ทำให้การพัฒนาการศึกษาไทยขาดทั้งทิศทางที่ชัดเจนและความต่อเนื่องในระดับปฏิบัติ ดังนั้น จึงควรมีการบัญญัติกฎหมายควบคุมดังเช่นที่เกาหลีใต้กำหนดไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแกนกลางภายใน 7 ปี ญี่ปุ่นกำหนดมิให้เปลี่ยนแปลงไว้ถึง 10 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปรับใช้กับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรระดับผู้เรียน ก็จะทำให้เกิดความต่อเนื่องและสามารถวัดประเมินผลได้จริง

สถาบันผลิตครู แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีคณะครุศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนกับคุรุสภาประมาณ 80 แห่ง เมื่อนับรวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเข้าไปด้วยจะมีสถาบันผลิตบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 150 แห่ง คิดเป็นจำนวนครูที่ป้อนเข้าสู่ระบบถึงปีละกว่า 50,000 คน หากสถาบันผลิตครูเอาจริงเอาจังด้านคุณภาพและมาตรฐาน และปลูกฝังกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาให้กับบัณฑิต แน่นอนว่าจะเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้

          “คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ทั้งประเทศไม่ได้ตระหนักตรงนี้ หลักสูตรฝึกหัดครูไม่ได้ให้เครื่องมือที่จำเป็นและยังเน้นการสอนเนื้อหาอยู่เหมือนเดิม ...ผมไม่เห็นด้วยเรื่องเรียนจบหลักสูตร 5 ปีแล้วทุกคนสามารถได้ใบประกอบวิชาชีพครูทันที ทั้งๆ ที่ทั่วโลกการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่ได้เกี่ยวกับหลักสูตรเลย แต่ทุกคนต้องผ่านกระบวนการสอบเพื่อวัดคุณภาพอีกครั้ง คนที่จบสาขาอื่นแล้วอยากมาเป็นครูก็มีสิทธิรับการอบรมและสอบเป็นครูได้ บางประเทศในบางสาขาวิชาเขาถึงกับกำหนดว่าถ้าบัณฑิตสอบใบประกอบวิชาชีพได้ไม่ถึง 25% สถาบันนั้นจะต้องถูกยุบ แต่วิชาชีพครูของบ้านเราบางมหาวิทยาลัยอาจสอบไม่ได้เลย แต่ก็ยังอยู่ในสนามได้ เพราะคุณเปิดหลักสูตร 5 ปี เรียกว่ามีคนมาเดินเข้าออกให้ครบ 5 ปีแล้วก็แจกตั๋วไปคนละใบ เพราะฉะนั้นการให้ใบประกอบวิชาชีพครูของไทยจึงไม่ make sense”

          ข้อเสนอต่อประเด็นนี้คือ สถาบันผลิตครูควรจะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน นั่นคือให้สถาบันอุดมศึกษาวางแผนการผลิตครูร่วมกับจังหวัด เพื่อให้จำนวนครูแต่ละสาขาสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และนำเอากระบวนทัศน์ใหม่เข้าไปใช้กับการเรียนการสอนในห้องเรียน พร้อมกันนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรฝึกหัดครูจากเดิมซึ่งการเรียน 4 ปีแรกไม่ได้เน้นภาคปฏิบัติ ให้มีโอกาสร่วมปฏิบัติงานจริงกับครูในโรงเรียนตั้งแต่เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1

          “ถ้าระดมกำลังของสถาบันผลิตครูที่มีอยู่ลงไปที่ชั้นเรียนได้หมด การศึกษาของเราจะไปได้เร็วกว่าประเทศรอบๆ ข้าง ทั้งประเทศเรามีโรงเรียนประมาณสามหมื่นโรง เฉลี่ยแล้วให้แต่ละสถาบันฯ ไปดูแลรับผิดชอบแห่งละ 200 โรง ทำไมจะทำไม่ได้ ผมเชื่อว่าแค่ 5 ปีก็เห็นหน้าเห็นหลังแล้ว เรามีคนที่สามารถเข้าไปช่วยมากมายแต่เราพัฒนาไม่เป็น... ถามว่าท้อไหมที่ไม่ค่อยเห็นการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง ผมไม่ท้อเพราะรู้ว่าเราทำไม่ถูกทางเฉยๆ แต่ถ้าทำถูกทาง ทุกอย่างจะเปลี่ยน”

อ่านต่อ