YouTube เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เสิร์ชวิดีโอผ่าน Hashtag ได้แล้ว - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

YouTube เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เสิร์ชวิดีโอผ่าน Hashtag ได้แล้ว

โพสเมื่อ 30 ส.ค. 2561 15:51:08 โดย ชฎาพร

Hashtags ถือเป็นเครื่องมือดิจิตอลที่ได้รับความนิยมใช้กันแพร่หลายในแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook, Instagram, Twitter อยู่แล้ว ล่าสุด YouTube เองก็หันมาเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถใช้ Hashtag ในการเสิร์ชคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์ม โดยตัว Hashtag จะปรากฏบนชื่อคลิปวิดีโอเลย

ทั้งนี้ Hashtag บน YouTube นั้นจะปรากฏขึ้นมาอย่างน้อย 3 ชื่อเพื่อง่ายต่อการค้นหาวิดีโอที่อยู่ใน Hashtag เดียวกัน

More Updates

กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือเรื่อง ดำเนินการโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ปี 2561 ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกเขต เพื่อขอให้ สพป. ทุกเขต จัดตั้งทีมนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และเพื่อเป็นตัวแทน สพฐ.ในการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าโรงเรียนบางแห่งมีปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ DLTV เช่น โรงเรียนบางแห่งนำนักเรียน 2 ชั้นมาเรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก เนื้อหาวิชาแต่ละระดับชั้นแตกต่างกัน, ครูผู้สอนเปิดโทรทัศน์แล้วไปปฏิบัติกิจกรรมอื่น ไม่ได้สรุปบทเรียนท้ายชั่วโมงหลังจากจบการสอนจากทางโรงเรียนต้นทาง, โรงเรียนติดตั้งจอโทรทัศน์สูงกว่าระดับสายตามาก ทำให้นักเรียนต้องแหงนดู เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานานจะทำให้ปวดต้นคอและไม่มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น “การดำเนินการต่างๆ จะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือน ธันวาคมนี้ และ สพป. จะต้องรายงานผลการดำเนินงานภายในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2562 โดย สพฐ. จะส่งทีมสุ่มลงพื้นที่ติดตามตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผมจึงให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ในการจัดการเรียนการสอนในโครงการ DLTV อย่างสม่ำเสมอด้วย”เลขาฯ กพฐ.กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก ไทยโพสต์ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561
 

อ่านต่อ
"หมออุดม"ชี้ปลดอาจารย์มหา’ลัยไม่แปลก

“หมออุดม”ชี้ปลดอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่อแปลก ด้านประธานทปอ.เชื่อยังไม่วิกฤตปลดอาจารย์ ขณะที่”สุภัทร” เผย 10ปี มีมหาวิทยาลัยเสนอปิดตัวเพียง4-5 แห่ง แต่เปลี่ยนมือผู้ขอใบอนุญาตตลอด

วันนี้(28ส.ค.)ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความทางโซเชียลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้แห่กลุ่มทุนชาวจีนและได้ปลดอาจารย์จำนวนมาก ว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีเด็กจีนเข้ามาเรียนจำนวนมาก และกลุ่มทุนจีนจะมีลักษณะเข้ามาดำเนินการอย่างครบวงจร จึงอยากเตือนมหาวิทยาลัยให้ปรับตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศมีจำนวน 73 แห่ง ในจำนวนนี้มีกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ และกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับล่างที่คุณภาพต่ำ ขณะที่จำนวนผู้เรียนลดลงกว่าร้อยละ 50 เมื่อมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำเด็กก็ไม่สนใจที่จะเข้าเรียน ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัว และทบทวนการดำเนินการ ปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เช่น มหาวิทยาลัยเปิดสอน 10 คณะ ก็จะทำให้แต่ละคณะต่างดึงกัน ไม่มีความชัดเจน จนทำให้เกิดปัญหา มหาวิทยาลัยควรที่จะคัดเลือกเฉพาะคณะที่มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับมหาวิทยาลัยได้ และนำมาเป็นจุดเน้น ดึงดูดให้เด็กเข้ามาเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาลัยปิดตัว แต่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

“ขณะนี้จำนวนนักศึกษาลดลงอย่างมากและเป็นไปทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยไม่มีการปรับตัว สุดท้ายก็คงต้องปิดตัว อย่างที่ประเทศอเมริกาที่มีมหาวิทยาลัยปิดไปแล้วกว่า 500 แห่ง ส่วนปัญหาการปลดออกอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างก็ต้องปรับจำนวนอาจารย์ด้วย การปรับหลักสูตรในอนาคตจะมุ่งเน้นบูรณาการหลักสูตร หากอาจารย์ไม่ปรับตัว สอนเฉพาะวิชาของตนเอง ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ต้องมีการปลดอาจารย์มหาวิทยาลัย”ศ.นพ.อุดม กล่าว ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ทุกมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเด็กที่ลดน้อยลง ส่วนตัวมองว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่มีการปลดออกอาจารย์ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่ขออัตราอาจารย์เพิ่ม ส่วนการชื้อขายให้แก่ทุนจีนนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรุนแรงและทุกแห่งต้องแข่งขันกันเรื่องคุณภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ด้านดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเอกชนมีการเสนอขอเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกปี และทราบว่าปีนี้ก็มีมหาวิทยาลัยที่เตรียมเสนอสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เพื่อเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตฯ ส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก หรือบางมหาวิทยาลัยที่รุ่นลูก หรือรุ่นหลานก็ไม่อยากสานต่อกิจกรรมของครอบครัว จึงจะมีการขายกิจการให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า การบริหารงานมหาวิทยาลัยจะเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ดังนั้น เชื่อว่าการเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง เป็นเรื่องปกติของมหาวิทยาลัยเอกชน และที่ผ่านมาในระยะเวลา 10 ปี มีมหาวิทยาลัยที่ยื่นเรื่องขอปิดตัว ประมาณ 4-5 แห่งเท่านั้น โดยสาเหตุหลักคือจำนวนนักศึกษาน้อยไม่ถึง 1,200 คน จึงทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการต่อไปได้

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2561
 

อ่านต่อ
พูดโกหกเป็นภาษาต่างประเทศทำได้ง่ายกว่าใช้ภาษาแม่

แม้จะเป็นเรื่องยากในการดูว่าคู่สนทนาของเรากำลังพูดโกหกอยู่หรือไม่ แต่ผลวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดชี้ว่า ในบางสถานการณ์ผู้คนอาจพูดเท็จได้ง่ายและคล่องแคล่วขึ้น หากใช้ภาษาต่างประเทศในการปั้นน้ำเป็นตัวแทนภาษาแม่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูร์ซบวร์ก (Wurzburg) ของเยอรมนี ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสาร Experimental Psychology โดยระบุว่างานวิจัยของตนมีผลสรุปสวนทางกับทฤษฎีทางจิตวิทยาที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าผู้คนจะโกหกเป็นภาษาต่างประเทศได้ยาก เพราะต้องใช้เชาวน์ปัญญาคิดวิเคราะห์อย่างซับซ้อนเพิ่มขึ้นกว่าการพูดด้วยภาษาแม่

มีการทดลองหลายครั้งกับอาสาสมัครจำนวน 50 คน โดยให้ตอบคำถามต่าง ๆ ที่นักวิจัยกำหนดให้ ซึ่งต้องตอบทั้งในแบบที่พูดตามความเป็นจริงและในแบบที่กล่าวเท็จ ทั้งในภาษาต่างประเทศและในภาษาแม่ของตนเอง เพื่อให้นักวิจัยตรวจวัดความว่องไวในการตอบคำถาม รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และปฏิกิริยาการนำไฟฟ้าที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นขณะตอบคำถามด้วย

ผลปรากฏว่าระยะเวลาที่ใช้ตอบคำถามทั้งแบบพูดจริงและพูดเท็จในภาษาต่างประเทศนั้น ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งที่โดยเฉลี่ยการตอบคำถามแบบกล่าวเท็จจะใช้เวลานานกว่าการพูดความจริงในสถานการณ์อื่น ๆ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) ที่ทำให้ผู้พูดไม่สู้มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อภาษาต่างประเทศเท่าภาษาแม่นั้น ช่วยลดทอนภาระในการคิดวิเคราะห์ของสมองระหว่างพูดโกหกให้น้อยลง

นอกจากผลการทดลองข้างต้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะตัดสินว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาแม่ของตนเป็นความจริง มากกว่าข้อความที่พูดด้วยภาษาต่างประเทศอีกด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคไร้พรมแดน โดยการใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารนั้นได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ และการสอบสวนหาความจริงในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งขึ้น

อ่านต่อ