กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม

โพสเมื่อ 24 ธ.ค. 2561 14:40:53 โดย ชฎาพร

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือเรื่อง ดำเนินการโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ปี 2561 ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกเขต เพื่อขอให้ สพป. ทุกเขต จัดตั้งทีมนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และเพื่อเป็นตัวแทน สพฐ.ในการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าโรงเรียนบางแห่งมีปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ DLTV เช่น โรงเรียนบางแห่งนำนักเรียน 2 ชั้นมาเรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก เนื้อหาวิชาแต่ละระดับชั้นแตกต่างกัน, ครูผู้สอนเปิดโทรทัศน์แล้วไปปฏิบัติกิจกรรมอื่น ไม่ได้สรุปบทเรียนท้ายชั่วโมงหลังจากจบการสอนจากทางโรงเรียนต้นทาง, โรงเรียนติดตั้งจอโทรทัศน์สูงกว่าระดับสายตามาก ทำให้นักเรียนต้องแหงนดู เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานานจะทำให้ปวดต้นคอและไม่มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น “การดำเนินการต่างๆ จะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือน ธันวาคมนี้ และ สพป. จะต้องรายงานผลการดำเนินงานภายในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2562 โดย สพฐ. จะส่งทีมสุ่มลงพื้นที่ติดตามตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผมจึงให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ในการจัดการเรียนการสอนในโครงการ DLTV อย่างสม่ำเสมอด้วย”เลขาฯ กพฐ.กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก ไทยโพสต์ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561
 

More Updates

ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล

แมคฟิว่า ชี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมี “สมาร์ทเคน” แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานโลก ย้ำจะช่วยองค์กรสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน น.ส.รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำ SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล” เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ SMARTKEN จะเอื้ออำนวยความสะดวกโดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ สมาร์ทเคน ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด จึงทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล และหรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 ทั้งหน่วยงานรัฐ และองค์กรธุรกิจต้องการคนพันธุ์ดิจิทัล ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้นทักษะด้านดิจิทัล และการเขียนโปรแกรม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินผลแบบ เรียล ไทม์ ( Real – Time) โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ จากข้อสอบผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API), ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG), ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER), ทักษะการออกแบบ UX/UI, ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE) , ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES) และ ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อเป็นการสร้างและยกระดับมาตรฐานทักษะด้านดิจิทัลของประเทศไทย ( Thailand Digital Workforce) โดยการใช้ “สมาร์ทเคน”เป็นเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ หรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา” น.ส.รัชชต กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.16 น.
 

อ่านต่อ
‘ชวน’แฉ มีครูแนะเด็กเบี้ยวหนี้ เงินกู้กยศ. หนุนรัฐ-เอกชนหักเงินเดือน

‘ชวน’แฉ มีครูแนะเด็กไม่ต้องคืนเงินกู้กยศ. ชี้เป็นความล้มเหลวการศึกษาไทย แนะเปิดชื่อโรงเรียนที่นักเรียนคืนเงินกู้น้อยสุด หนุนรัฐ-เอกชนร่วมมือหักเงินเดือน

เบี้ยวหนี้กยศ. – เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงปัญหาการกู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)แล้วไม่ผ่อนชำระคืนว่า ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการนี้ในสมัยเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2538 ขอเรียกร้องให้นักเรียนที่กู้ยืมเงินกยศ. ที่เรียนจบและมีงานทำแล้วช่วยผ่อนชำระเงินคืน เพื่อให้เด็กรุ่นหลัง มีเงินกองทุนนี้ไปศึกษาต่อ

นายชวน กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่เคยกู้ยืมเงินได้ให้ข้อมูลว่า ส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระเงินกู้ยืม เพราะครูในสถานศึกษาแนะนำว่าไม่ต้องคืน จึงขอเรียกร้องให้ครู ผู้ปกครอง ร่วมมือและสนับสนุนให้เด็กที่เรียนจบไปแล้วชำระหนี้ด้วย

“เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้ภาคเอกชน และภาครัฐที่เป็นหน่วยงานที่มีเด็กกู้ยืมเงินเรียนให้ความร่วมมือ โดยการหักเงินเดือนมาผ่อนชำระเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา และเปิดเผยด้วยว่าโรงเรียนใดที่มีเด็กนักเรียนเคยกู้ยืมเงินแล้วคืนน้อยที่สุด เพื่อให้สังคมได้รับทราบ”นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า เห็นว่าการที่เด็กนักเรียนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาไปแล้วไม่คืน สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย ที่พิสูจน์ว่าบุคคลนั้นไม่มีคุณภาพ เพราะการศึกษานอกจากจะให้ความรู้แล้ว จะต้องทำให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย

อ่านต่อ
เด็กไทยกวาดรางวัล หุ่นยนต์นานาชาติที่ฮ่องกง

วันที่ 22 ก.ค.2561 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) นำนักเรียนไทยพร้อมครูที่ปรึกษา และผู้ควบคุมการแข่งขัน เดินทางไป แข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติในรายการ International Robotic Olympiad 2018 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ฮ่องกง (Hong Kong Science Park) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค.2561 โดยคัดเลือกนักเรียนจากโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในรายการแข่งขันหุ่นยนต์ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 ที่ผ่านมา จำนวน 8 ทีม เป็นตัวแทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันร่วมกับทีมจากมณฑลเหลี่ยวหนิง เซี่ยงไฮ้ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ผลปรากฎว่าประเทศไทย ได้รับรางวัลรายการต่างๆ ดังนี้

  • รร.วัดพราหมณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา (สพป.) นครนายก เขต 2 ชนะเลิศหุ่นยนต์ความคิดสร้างสรรค์ปั่นพลังงานด้วยมือ (Hand Generator Single Motor Appearance Design Competition)
  • รร.บ้านหนองหัววัว สพป.ขอนแก่น เขต 1 ชนะเลิศหุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม A) (Hand Generator Horizontal Bar Climbing Robot Competition) รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม B) และรองชนะเลิศอันดับ 2 หุ่นยนต์ชกมวย (Robot Boxing Competition)
  • รร.สนามบิน สพป.ขอนแก่น เขต 1 ชนะเลิศหุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม A) (Hand Generator Horizontal Bar Climbing Robot Competition) รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม B) และรองชนะเลิศอันดับ 3 หุ่นยนต์เตะจุดโทษ (Robot Penalty Shoot-out Competition)
  • รร.แปลงยาวพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการมัธยมศึกษา (สพม.) เขต 6 (ฉะเชิงเทรา) ชนะเลิศหุ่นยนต์ไตรกีฬา (Hand Generator Triathlon Robot Relay Competition) ชนะเลิศหุ่นยนต์ปืนบันได(ทีม A) (Hand Generator Ladder Climbing Robot Competition) และรองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ปืนบันได(ทีม B)
  • รร.บ้านห้วยน้ำเย็น สพป.เชียงราย เขต 2 ชนะเลิศหุ่นยนต์ว่ายน้ำท่าผีเสื้อ (Hand Generator Robot Butterfly Stroke Swimming Competition) และรองชนะเลิศอันดับ 1หุ่นยนต์ม้าวิ่งเร็ววิ่งผลัด (Robot Horse Relay Competition)
  • รร.เมืองกลางประชานุกูล สพม.เขต 28 (ยโสธร) ชนะเลิศหุ่นยนต์สำรวจดาวนพเคราะห์ (Planet Exploration Competition)
  • รร.บ้านน้อยห้วยรินวิทยา สพป.เชียงใหม่ เขต 5 รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์หนอนวิ่งเร็ว (Hand Generator Worm Robot Short Distance Run Competition) และรองชนะเลิศอันดับ 3 หุ่นยนต์หนอนความคิดสร้างสรรค์ (Hand Generator Worm Robot Appearance Design Competition) และ
  • รร.ทุ่งหลวงพลับพลาไชย สพม.27 (ร้อยเอ็ด) รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ลากม้านั่ง(ทีม A) (Hand Generator Robot Sled Race) และรองชนะเลิศอันดับ 2(ทีม B)

น.ส.สิริมา หมอนไหม ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการศึกษา สพฐ. กล่าวถึงผลการแข่งขันว่า เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ สพฐ. เปิดโอกาส เปิดเวทีการแข่งขันให้กับเด็กๆ เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้จะได้แสดงศักยภาพในระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศแล้ว ยังได้ออกมาสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ว่าเด็กในวัยเดียวกันซึ่งเป็นเด็กต่างชาตินั้น มีความสามารถและมีศักยภาพอย่างไร เราก็จะมาเรียนรู้ร่วมกัน “สพฐ.ก็มีแผนที่จะพัฒนาต่อยอดศักยภาพของเด็กๆที่มีความสามารถในแต่ละด้าน ซึ่งมีหลายเวทีให้เด็กได้แสดงความสามารถทั้งด้านวิชาการ ทักษะทางวิทยาศาสตร์รวมถึงด้านเทคโนโลยีและด้านอาชีพ ซึ่งการแข่งขันไม่ได้หมายถึงการแพ้ ชนะ หรือต้องมาชนะเพียงอย่างเดียว ก่อนเดินทางมาเราได้จัดการอบรมให้เด็กได้เรียนรู้ร่วมกันในการต่อยอดเรื่องของการนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ พัฒนาเรื่องของเทคนิคต่างๆ เมื่อมาถึงเวทีเขาต้องเรียนรู้ในเรื่องของทักษะชีวิต ไม่ว่าผลจะแพ้หรือชนะ ในส่วนนี้ก็จะเป็นทักษะชีวิตที่ดี ที่เขาจะต้องนำไปใช้ในอนาคต” น.ส.สิริมา กล่าว

 

ขอบคุณที่มาภาพและข่าวจาก สยามรัฐออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2561

 

อ่านต่อ
ค่ายเด็กใฝ่ดี

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล็งเห็นว่า เด็กในสังคมเมืองทุกวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสของโลกที่หมุนด้วยความรวดเร็ว ฉาบฉวย และการให้ความสำคัญแต่คุณค่าภายนอก ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และไม่มีโอกาสฝึกประสบการณ์ตรงเชิงวิทยาศาสตร์และศิลปะ

ค่ายเด็กใฝ่ดีจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายให้เด็กในสังคมเมืองอายุระหว่าง ๙ – ๑๒ ปีได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่กับป่า ผ่านการเรียนรู้ “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า โดยเน้นการใช้หลักเหตุผลและศิลปะเป็นสื่อกลาง บนฐานความเชื่อว่าจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และการ “เลือกเดินไปในทางที่ดีและเหมาะสม” ทำให้เด็กๆ สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวในโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดี

กิจกรรมการเรียนรู้ในค่ายใฝ่ดี เช่น
• รู้จักพระราชจริยวัตรสมเด็จย่าผ่านกระบวนการ (วิทยา) ศาสตร์ และ ศิลป์ จากการทำดอกไม้แห้งและพระตำหนักดอยตุง
• เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ และเพาะกล้าจากเมล็ดพันธุ์ที่พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
• ใช้ชีวิตในผืนป่าเพื่อเรียนรู้ความพิเศษของสิ่งมีชีวิตรอบตัว รวมถึงตัวเราเองที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
• ซึมซับความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านชนเผ่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย

ค่ายเด็กใฝ่ดีจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้งช่วงปิดภาคเรียนในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนตุลาคม ค่ายเด็กใฝ่ดีรุ่นต่อไป (รุ่นที่ ๑๒) จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/faideecamp

อ่านต่อ