ศธ.ใช้บิ๊กดาต้าทำข้อมูลโรงเรียน - Doitung
ขนาดตัวอักษร :

ศธ.ใช้บิ๊กดาต้าทำข้อมูลโรงเรียน

โพสเมื่อ 04 ธ.ค. 2561 10:44:32 โดย MontatipL

รมว.ศึกษาธิการ ถก การจัดทำระบบบิ๊กดาต้าวางระบบพัฒนาระบบการศึกษาไทย เตรียม ผุด ระบบแผนที่โรงเรียนคล้ายกูเกิลแม็ป คลิกเดียวรู้ข้อมูลโรงเรียนทั่วประเทศ

วันนี้ (29 ส.ค.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ๆวนี้ตนได้หารือร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) สาขาประเทศไทย รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดทำระบบบิ๊กดาต้า หรือ ฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยตนต้องการให้หน่วยงานทั้งสองแห่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผนในการจัดทำฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งการจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ในรูปแบบเหมือนแผนที่กูเกิลแม็ปที่เราจะสามารถค้นหาข้อมูลสถานที่การเดินทางต่างๆได้ทันที โดยเราจะสร้างแผนที่โรงเรียนหรือกูเกิลแม็ปโรงเรียนขึ้นเมื่ออยู่ในห้องคอนโทรลจากหน่วยงานส่วนกลางสามารถคลิกข้อมูลโรงเรียนต่างๆได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนครูต่อนักเรียนจำนวนเท่าไหร่ โรงเรียนมีครูและนักเรียนกี่คน หรือโรงเรียนในพื้นที่ไหนมีระบบบริหารจัดการที่ยังด้อยประสิทธิภาพ และรายชื่อครูและผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งแผนที่โรงเรียนนี้จะคีย์ข้อมูลบอกได้ทันที ดังนั้นไม่ว่าศธ.จะคลิกข้อมูลที่โรงเรียนไหนก็จะขึ้นข้อมูลต่างๆเหล่านี้มาทั้งหมด 

"ที่ผ่านมาธนาคารโลกได้มีข้อมูลงานวิจัยออกมาตลอดว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมาการบริหารจัดการโรงเรียนศธ.ยังไม่เคยทำให้เกิดประสิทธิภาพได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ดังนั้นจากข้อมูลของธนาคารโลกทำให้ผมจะต้องเร่งวางแผนแก้ปัญหาด้วยการใช้ฐานข้อมูลบิ๊กดาต้านี้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบการศึกษามากที่สุด  ทั้งนี้ผมจะเริ่มดำเนินการเรื่องนี้ทันที โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณเหลือจ่ายด้านเทคโนโลยีของ สพฐ. หรือหากไม่พอก็อาจจะแบ่งการดำเนินการเป็นเฟสๆก็ได้ ส่วนงบประมาณจะใช้จำนวนเท่าไหร่นั้นยังไม่สามารถบอกได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้เงินมากเราก็ต้องใช้ เพื่อให้การจัดทำบิ๊กดาต้าเรื่องการศึกษาเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้เราจะเริ่มวางระบบข้อมูลบิ๊กดาต้าให้แล้วเสร็จให้ได้ภายใน 1 ปี โดย สจล.จะส่งนักศึกษาออกสำรวจปูพรมถ่ายภาพข้อมูลโรงเรียน ซึ่งผมขอให้มีการขยายการทำข้อมูลนี้ไปยังโรงเรียนเอกชน และวิทยาลัยอาชีวศึกษาด้วย " นพ.ธีระเกียรติ กล่าว  

More Updates

"หมออุดม"ชี้ปลดอาจารย์มหา’ลัยไม่แปลก

“หมออุดม”ชี้ปลดอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่อแปลก ด้านประธานทปอ.เชื่อยังไม่วิกฤตปลดอาจารย์ ขณะที่”สุภัทร” เผย 10ปี มีมหาวิทยาลัยเสนอปิดตัวเพียง4-5 แห่ง แต่เปลี่ยนมือผู้ขอใบอนุญาตตลอด

วันนี้(28ส.ค.)ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความทางโซเชียลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมีการขายกิจการให้แห่กลุ่มทุนชาวจีนและได้ปลดอาจารย์จำนวนมาก ว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีเด็กจีนเข้ามาเรียนจำนวนมาก และกลุ่มทุนจีนจะมีลักษณะเข้ามาดำเนินการอย่างครบวงจร จึงอยากเตือนมหาวิทยาลัยให้ปรับตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศมีจำนวน 73 แห่ง ในจำนวนนี้มีกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ และกลุ่มมหาวิทยาลัยระดับล่างที่คุณภาพต่ำ ขณะที่จำนวนผู้เรียนลดลงกว่าร้อยละ 50 เมื่อมหาวิทยาลัยคุณภาพต่ำเด็กก็ไม่สนใจที่จะเข้าเรียน ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัว และทบทวนการดำเนินการ ปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เช่น มหาวิทยาลัยเปิดสอน 10 คณะ ก็จะทำให้แต่ละคณะต่างดึงกัน ไม่มีความชัดเจน จนทำให้เกิดปัญหา มหาวิทยาลัยควรที่จะคัดเลือกเฉพาะคณะที่มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพ สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับมหาวิทยาลัยได้ และนำมาเป็นจุดเน้น ดึงดูดให้เด็กเข้ามาเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาลัยปิดตัว แต่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

“ขณะนี้จำนวนนักศึกษาลดลงอย่างมากและเป็นไปทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยไม่มีการปรับตัว สุดท้ายก็คงต้องปิดตัว อย่างที่ประเทศอเมริกาที่มีมหาวิทยาลัยปิดไปแล้วกว่า 500 แห่ง ส่วนปัญหาการปลดออกอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างก็ต้องปรับจำนวนอาจารย์ด้วย การปรับหลักสูตรในอนาคตจะมุ่งเน้นบูรณาการหลักสูตร หากอาจารย์ไม่ปรับตัว สอนเฉพาะวิชาของตนเอง ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ต้องมีการปลดอาจารย์มหาวิทยาลัย”ศ.นพ.อุดม กล่าว ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ทุกมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเด็กที่ลดน้อยลง ส่วนตัวมองว่ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่มีการปลดออกอาจารย์ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่ขออัตราอาจารย์เพิ่ม ส่วนการชื้อขายให้แก่ทุนจีนนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรุนแรงและทุกแห่งต้องแข่งขันกันเรื่องคุณภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ด้านดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเอกชนมีการเสนอขอเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทุกปี และทราบว่าปีนี้ก็มีมหาวิทยาลัยที่เตรียมเสนอสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เพื่อเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตฯ ส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก หรือบางมหาวิทยาลัยที่รุ่นลูก หรือรุ่นหลานก็ไม่อยากสานต่อกิจกรรมของครอบครัว จึงจะมีการขายกิจการให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ระบุไว้ว่า การบริหารงานมหาวิทยาลัยจะเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ดังนั้น เชื่อว่าการเปลี่ยนผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง เป็นเรื่องปกติของมหาวิทยาลัยเอกชน และที่ผ่านมาในระยะเวลา 10 ปี มีมหาวิทยาลัยที่ยื่นเรื่องขอปิดตัว ประมาณ 4-5 แห่งเท่านั้น โดยสาเหตุหลักคือจำนวนนักศึกษาน้อยไม่ถึง 1,200 คน จึงทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการต่อไปได้

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2561
 

อ่านต่อ
ค่ายเด็กใฝ่ดี

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล็งเห็นว่า เด็กในสังคมเมืองทุกวันนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสของโลกที่หมุนด้วยความรวดเร็ว ฉาบฉวย และการให้ความสำคัญแต่คุณค่าภายนอก ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และไม่มีโอกาสฝึกประสบการณ์ตรงเชิงวิทยาศาสตร์และศิลปะ

ค่ายเด็กใฝ่ดีจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๖ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายให้เด็กในสังคมเมืองอายุระหว่าง ๙ – ๑๒ ปีได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่กับป่า ผ่านการเรียนรู้ “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า โดยเน้นการใช้หลักเหตุผลและศิลปะเป็นสื่อกลาง บนฐานความเชื่อว่าจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และการ “เลือกเดินไปในทางที่ดีและเหมาะสม” ทำให้เด็กๆ สามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวในโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดี

กิจกรรมการเรียนรู้ในค่ายใฝ่ดี เช่น
• รู้จักพระราชจริยวัตรสมเด็จย่าผ่านกระบวนการ (วิทยา) ศาสตร์ และ ศิลป์ จากการทำดอกไม้แห้งและพระตำหนักดอยตุง
• เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ และเพาะกล้าจากเมล็ดพันธุ์ที่พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
• ใช้ชีวิตในผืนป่าเพื่อเรียนรู้ความพิเศษของสิ่งมีชีวิตรอบตัว รวมถึงตัวเราเองที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
• ซึมซับความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านชนเผ่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จังหวัดเชียงราย

ค่ายเด็กใฝ่ดีจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้งช่วงปิดภาคเรียนในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนตุลาคม ค่ายเด็กใฝ่ดีรุ่นต่อไป (รุ่นที่ ๑๒) จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/faideecamp

อ่านต่อ
ห้องสมุดเนเธอร์แลนด์ คว้าห้องสมุดยอดเยี่ยมปี 2018

เป็นธรรมดาของทุกๆ ปี สมาพันธ์สมาคมห้องสมุดนานาชาติ หรือ IFLA (The International Federation of Library Associations) จะประกาศรางวัลห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Public Library of the Year ซึ่งสำหรับปี 2018 นั้น ห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือก คือ ห้องสมุดของเมือง เด็นเฮลเดอร์ (Den Helder) ประเทศเนเธอร์แลนด์

          เด็นเฮลเดอร์เป็นเมืองชายฝั่งและเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือ ในอดีตเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งมายาวนานหลายร้อยปี ดังเช่นในปี 1795 กองเรือดัตช์ถูกกองกำลังทหารม้าจากประเทศใกล้เคียงโจมตี หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองเด็นเฮลเดอร์ก็ถูกกองกำลังเยอรมันยึดเป็นฐานทัพ และตกเป็นเป้าหมายในการทิ้งระเบิดทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร

          ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เมืองให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูย่านใจกลางเมืองที่เคยถูกทำลาย โดยวางแผนที่จะสร้างพื้นที่ใหม่ที่เจิดจ้ามีชีวิตชีวา ซึ่งคาดหวังว่าสามารถช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับชาวเมืองได้ด้วย แผนพัฒนาดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับบริบทของเมืองที่จำนวนประชากรกำลังลดลง และผู้คนรุ่นใหม่มีสายสัมพันธ์ที่จืดจางกับท้องทะเล

  “เมืองกำลังต้องการพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับห้องนั่งเล่น”

          ห้องสมุดเมืองเด็นเฮลเดอร์ สร้างขึ้นโดยดัดแปลงมาจากอาคารโรงเรียนที่เก่าแก่นับร้อยปี จึงใช้ชื่อว่า “School 7” เพื่อให้คงเค้าอดีตความเป็นโรงเรียนเอาไว้ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2016

          สถาปนิกใช้แนวคิด “a literacy stepping stone”[1] มาเป็นไอเดียในการออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สร้างห้องสมุดให้เป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนสามารถมานั่งอ่านหนังสือ จิบกาแฟ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารหรือ smart device ต่างๆ เพื่อท่องโลกออนไลน์ ห้องสมุดพยายามเชื่อมโยงเมืองและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นแทนที่จะวางชั้นหนังสือบังผนังด้านหน้าต่าง ก็พยายามวางเลี่ยงเพื่อให้สามารถมองเห็นวิวเมืองได้ อีกทั้งยังเป็นการเปิดรับแสงจากธรรมชาติให้เข้ามาภายใน

          ห้องสมุดออกแบบ “พรมลายไม้” เพื่อนำสายตาผู้ใช้บริการเข้าไปยังพื้นที่แบบเปิด (open space) ซึ่งเดิมเคยเป็นห้องเรียน และโชว์โครงหลังคาดั้งเดิมที่ทำจากไม้ ห้องเรียนบางส่วนถูกปรับให้เป็นห้องนั่งเล่นที่ใช้วางเก้าอี้บีนแบ็ก (Bean Bag) สำหรับเอนนอนอ่าน ส่วนบริเวณที่แต่เดิมเคยเป็นห้องส้วม 3-4 ห้องติดกัน ก็ถูกปรับให้เป็นห้องอ่านหนังสือแบบเดี่ยว ซึ่งเหมาะเจาะพอดิบพอดีทั้งขนาดที่นั่งสำหรับนักอ่าน 1 คน และบรรยากาศที่ต้องจดจ่อใช้สมาธิในการศึกษาค้นคว้า

          อาคารหลังเก่าบางส่วนนั้นไม่สามารถรองรับน้ำหนักชั้นหนังสือได้ สถาปนิกจึงออกแบบสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาใกล้ๆ กัน แล้วผสมผสานฟังก์ชั่นการเรียนรู้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากการอ่านเอาไว้ด้วยกัน เช่น โรงละครและร้านกาแฟ

 ห้องสมุดเมืองเด็นเฮลเดอร์ หรือ School 7 เป็นมากกว่าสถานที่สำหรับยืมคืนหนังสือ ผู้อำนวยการห้องสมุดกล่าวว่า พวกเขาต้องการทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าห้องสมุดเหมือนกับบ้าน ซึ่งทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้อพยพและคนต่างชาติต่างภาษา สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่ School 7 เป็นเสมือนบ้านหลังที่สาม (third place) ซึ่งจะมาอ่านหนังสือก็ได้ นั่งทำงานก็ได้ หรืออาจจะมาร่วมกิจกรรม เรียนภาษา และหลักสูตรต่างๆ แม้กระทั่งมาขอใช้บริการพื้นที่ห้องสมุดเพื่อจัดงานแต่งงาน หรือจัดปาร์ตี้วันเกิด ทุกอย่างนั้นเป็นไปได้ทั้งสิ้น ณ ที่แห่งนี้ เหตุผลเพราะพวกเขาเชื่อว่า ห้องสมุดมีบทบาทสำคัญในด้านการเป็นจุดพบปะทางสังคม ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบทบาทด้านสารสนเทศและการศึกษา

          สำหรับห้องสมุดที่เคยได้รับรางวัล Public Library of the Year ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ 5 ปี ได้แก่

          ปี 2014 ห้องสมุดเครจีเบิร์น (Craigieburn Library) ประเทศออสเตรเลีย (อ่านได้ที่นี่)

          ปี 2015 ห้องสมุดคิสตา (Kista Public Library) ประเทศสวีเดน (อ่านได้ที่นี่)

          ปี 2016 ห้องสมุด Dokk1 ประเทศเดนมาร์ก (อ่านได้ที่นี่)

          ปี 2017 ไม่มีห้องสมุดที่ได้รับรางวัล

          เป็นที่น่าสังเกตว่า ห้องสมุดที่ได้รับรางวัลส่วนใหญ่เป็นของประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีชื่อเสียงในเรื่องของการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ เน้นประโยชน์ใช้สอยและการเอาชนะข้อจำกัด ทั้งสิ้น

 

[1] stepping stone คือหินที่ใช้เหยียบก้าวข้ามลำธารตื้นๆ ความหมายในที่นี้คือ วิธีการที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไป


 

ที่มาเนื้อหาและภาพ :

เว็บไซต์  designinglibraries.org.uk

เว็บไซต์  frameweb.com

เว็บไซต์ dutchnews.nl 

เว็บไซต์ marsinterieur.nl

เผยแพร่ครั้งแรก มกราคม 2562

อ่านต่อ
กำชับ สพป.ทั่วปท.ติดตามผลการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือเรื่อง ดำเนินการโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ปี 2561 ถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกเขต เพื่อขอให้ สพป. ทุกเขต จัดตั้งทีมนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และเพื่อเป็นตัวแทน สพฐ.ในการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าโรงเรียนบางแห่งมีปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ DLTV เช่น โรงเรียนบางแห่งนำนักเรียน 2 ชั้นมาเรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก เนื้อหาวิชาแต่ละระดับชั้นแตกต่างกัน, ครูผู้สอนเปิดโทรทัศน์แล้วไปปฏิบัติกิจกรรมอื่น ไม่ได้สรุปบทเรียนท้ายชั่วโมงหลังจากจบการสอนจากทางโรงเรียนต้นทาง, โรงเรียนติดตั้งจอโทรทัศน์สูงกว่าระดับสายตามาก ทำให้นักเรียนต้องแหงนดู เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานานจะทำให้ปวดต้นคอและไม่มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น “การดำเนินการต่างๆ จะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือน ธันวาคมนี้ และ สพป. จะต้องรายงานผลการดำเนินงานภายในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2562 โดย สพฐ. จะส่งทีมสุ่มลงพื้นที่ติดตามตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผมจึงให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ความสำคัญ เอาใจใส่ในการจัดการเรียนการสอนในโครงการ DLTV อย่างสม่ำเสมอด้วย”เลขาฯ กพฐ.กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก ไทยโพสต์ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561
 

อ่านต่อ