- Doitung
ขนาดตัวอักษร :

โพสเมื่อ 01 ม.ค. 2513 07:00:00 โดย

More Updates

ไทยส่งทีมวิจัยขั้วโลกเหนือครั้งแรก

ที่ลานหน้าจัตุรัสวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมแถลงข่าวการสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมรมราชกุมารี ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนขั้วโลกใต้ ปี 2556 หลังจากนั้นมีพระราชดำริให้ส่งนักวิจัยไปสำรวจขั้วโลกใต้ทุกปี ปัจจุบันมีนักวิจัยไทยไปสำรวจขั้วโลกใต้แล้ว 8 คน สำหรับปี 2561 ได้ขยายความร่วมมือกับประเทศนอร์เวย์ ส่งทีมนักวิจัยไปสำรวจขั้วโลกเหนือ จำนวน 13 คน นำทีมโดย รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะ วิทย์ จุฬาฯ ซึ่งทั้ง 2 คน เคยเป็นนักวิจัยที่สำรวจขั้วโลกใต้มาแล้ว
การสำรวจขั้วโลกเหนือจะสำรวจระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-12 ส.ค.นี้ ที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก

รศ.ดร.วรณพกล่าวว่า ทีมนักวิจัยจะไปสำรวจสภาพความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลายเป็นภาชนะรองรับของเสียของโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ขยะทะเล ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการวิจัยขั้วโลกใต้

ด้าน รศ.ดร.สุชนากล่าวว่า ทีมวิจัยมีความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและ จิตใจ ทั้งได้รับการสนับสนุนชุดป้องกันความเย็นที่เรียกว่าชุดแห้ง พร้อมทีมสนับสนุน ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการส่งทีมไปสำรวจคือ แสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและขยะทะเล และ พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้ งานวิจัยของเราคงไม่สามารถตอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด แต่จะเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งที่จะไปเติมเต็มภาพใหญ่ว่าโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด และนำข้อมูลกลับมาเตรียมพร้อมรับมือ.




 

อ่านต่อ
ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล

แมคฟิว่า ชี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมี “สมาร์ทเคน” แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานโลก ย้ำจะช่วยองค์กรสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน น.ส.รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำ SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล” เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ SMARTKEN จะเอื้ออำนวยความสะดวกโดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ สมาร์ทเคน ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด จึงทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล และหรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 ทั้งหน่วยงานรัฐ และองค์กรธุรกิจต้องการคนพันธุ์ดิจิทัล ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้นทักษะด้านดิจิทัล และการเขียนโปรแกรม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินผลแบบ เรียล ไทม์ ( Real – Time) โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ จากข้อสอบผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API), ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG), ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER), ทักษะการออกแบบ UX/UI, ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE) , ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES) และ ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อเป็นการสร้างและยกระดับมาตรฐานทักษะด้านดิจิทัลของประเทศไทย ( Thailand Digital Workforce) โดยการใช้ “สมาร์ทเคน”เป็นเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ หรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา” น.ส.รัชชต กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.16 น.
 

อ่านต่อ
จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย คำตอบอยู่ที่...ห้องเรียน

 ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงการศึกษาศตวรรษที่ 21 ซึ่งว่าด้วยการปลูกฝังทักษะความรู้เพื่อเตรียมพร้อมให้เยาวชนสามารถรับมือกับความท้าทายอันเกิดมาจากความซับซ้อนของสังคมและปัญหาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน ระบบการศึกษาไทยยังคงประสบกับวิกฤติที่แก้ไม่ตก การวัดประเมินผลทางการศึกษาด้วยมาตรวัดต่างๆ พบว่านักเรียนไทยมีผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำ อยู่ในระดับรั้งท้ายของการจัดอันดับนานาชาติ อีกทั้งยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามโลกาภิวัตน์

          ไม่ว่าจะจับไปที่จุดใดก็ดูเหมือนจะพบแต่ปัญหา ถ้าเช่นนั้นแล้วความหวังที่จะออกจากวังวนดังกล่าวมีหรือไม่ คืออะไร?

          ฟังคำตอบจาก ผศ.ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครูผู้ปฏิวัติชั้นเรียนคณิตศาสตร์แนวใหม่ โดยใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบปลายเปิด (Open Approach) จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนไปสู่การให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด และเชื่อว่าความถูกต้องไม่ได้อยู่ที่คำตอบแต่อยู่ที่การให้เหตุผล ประสบการณ์กว่า 30 ปีของอาจารย์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ลดบทบาทการ “สอน” ของครู แต่เพิ่มการ “ถาม” เพื่อกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิด สามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทสังคมไทย เป็นที่ประจักษ์ในโรงเรียนนับร้อยแห่ง

ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกๆ ของโลกที่มองเห็นจุดอ่อนของการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่เน้นเนื้อหาสาระวิชา และเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่การสอนซึ่งเน้นที่กระบวนการคิดของนักเรียน เริ่มตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เมื่อญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์เพื่อเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด หลักสูตรที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 ได้กำหนดเรื่องการสอนทักษะการคิดไว้อย่างชัดเจน ก่อนหน้าที่ทั่วโลกจะเกิดความตื่นตัวในประเด็นดังกล่าวเกือบ 50 ปี แม้แต่ในรายวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งดูเหมือนศาสตร์ที่มีคำตอบถูกผิดไว้อย่างตายตัว ก็ยังสอนให้เด็กนักเรียนพัฒนากระบวนการคิดในเชิงตรรกะ (Mathematical Thinking) ไม่ใช่การสอนคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์สุดท้าย

          การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด หรือ “กระบวนทัศน์ใหม่ของการเรียนการสอนในห้องเรียน” เริ่มปรากฏให้เห็นจากฝั่งยุโรป ดังเช่นที่เนเธอร์แลนด์ ฮังการี จากนั้นจึงข้ามฝั่งมายังอเมริกา ส่วนสิงคโปร์เพิ่งเริ่มต้นปรับชั้นเรียนเมื่อหลังปี 2000 แต่ก็มีการพลิกโฉมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ ล้วนตกผลึกความรู้ด้านการจัดการเรียนการสอนแบบไม่เน้นการท่องจำ จนเกิดเป็นตำราและคู่มือครูที่มีคุณภาพและมาตรฐาน และกลายเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่ทั่วโลกอยากดำเนินรอยตาม

          “ถ้าการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน คนจะขาดความสามารถในการคิดเชิงแก้ไขปัญหา เอาผลมาเป็นเหตุเอาเหตุมาเป็นผล มั่วไปหมด ระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกกำลังติดอยู่ในกับดักแบบเดียวกันนี้ แนวโน้มความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงจึงมุ่งไปที่การสอนด้วยวิธีแก้ไขปัญหา (Problem Solving Approach) เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการคิดและสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง”

เปลี่ยน ‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ในห้องเรียน

 

 ปัญหาคุณภาพการศึกษามักจะถูกเชื่อมโยงไปยังบทบาทและคุณภาพของครูผู้สอน แต่ทัศนะเช่นนี้กลับจะทำให้ครูตกเป็นจำเลยของสังคม ซึ่งไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา แน่นอนว่าจุดเปลี่ยนของปัญหานี้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียน แต่จะต้องมองชั้นเรียนในฐานะที่เป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community-PLC)

          “การแก้ไขปัญหาการศึกษา เราต้องปักหมุดไปที่โรงเรียน แต่ให้ครูทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมานั่งหัวโต๊ะทุกสัปดาห์ด้วย เพื่อมาวางแผนการทำงานร่วมกับครู ให้ครูนำเสนอแผนการสอนเป็นรายคาบแล้วมาร่วมกันสะท้อนความเห็น (Reflection) ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ร่วมกับครูชำนาญการ ครูเชี่ยวชาญ ก่อนเปิดภาคเรียนก็ต้องร่วมกันวางแผน ครูห้ามทำงานคนเดียว ครู ป.1-ป.3 ต้องจัดเป็นทีมเดียวกัน ป.4-ป.6 อีกทีมหนึ่ง เพราะการทำงานคนเดียวทำให้เกิดนวัตกรรมไม่ได้

          “ทุกวันนี้ แต่ละโรงเรียนต่างคนก็ต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน ผู้อำนวยการก็วิ่งไปเขตไปนู่นไปนี่ ศึกษานิเทศก์ที่มีกว่าสี่พันคนก็มักจะอยู่ตามเขตคอยทำงานส่งกระทรวง เขาไม่ค่อยลงไปโรงเรียนอยู่แล้ว ครูจึงยังไม่มีวิธีการสอนที่ดีและไม่มีกระบวนการปรับปรุงการทำงาน”

          นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของครู ให้มีการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องแล้ว วัฒนธรรมเชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลง

          “ห้องเรียนไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน เวลาครูโยนคำถามแล้วนักเรียนแสดงความคิดเห็นกลับมา ครูบางคนบอกว่ารับไม่ได้ ความคิดแบบนั้นผิด เขาจะผิดได้ยังไงล่ะเพราะเขายังไม่ได้ให้เหตุผลเลย ถ้าอย่างนั้นแปลว่าความคิดของทุกคนควรจะถูก เพราะมันคือการยอมรับความมีเหตุผลของเขา ซึ่งเท่ากับยอมรับความเป็นคน ถ้าคุณปฏิเสธความคิดของเขาก็แปลว่าคุณปฏิเสธความเป็นคนของเขาด้วย”

          ห้องเรียนที่ดีจึงเป็นพื้นที่ที่นักเรียนได้พูด ได้แสดงความคิดเห็น และมีโอกาสทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ตั้งขึ้นมาเป็นโจทย์ ชั้นเรียนที่ครูเป็นผู้กุมบทบาทในการพูดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคาบเรียนไม่มีวันนำนักเรียนไปสู่การแก้ปัญหา ครูจึงต้องรู้จัก “เอาเทปปิดปากตัวเองไว้” เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สังเกตห้องเรียน แล้วคอยจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนของการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์

 

 ระบบการบริหารแบบราชการที่ครอบงำโรงเรียนอยู่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารการศึกษา การที่ส่วนกลางไม่ได้กระจายอำนาจการบริหารที่แท้จริงลงไปยังพื้นที่นับเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษา ซึ่งหากเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาจะพบว่าไม่ได้เป็นระบบแบบรวมศูนย์

          “เรามีความพยายามในการวางรากฐานด้านการศึกษามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และนับแต่นั้นมาโรงเรียนของเราไม่เคยเปลี่ยน เพราะเราฝึกโรงเรียนให้เป็นระบบราชการ กลไกที่บริหารจัดการก็เป็นระบบราชการ และเป้าหมายก็เป็นไปเพื่อราชการ มันจึงมีปัญหา ที่ญี่ปุ่นใครก็สั่งให้ครูออกไปทำงานอย่างอื่นนอกโรงเรียนไม่ได้ แต่ของเราผู้อำนวยการสั่งงดการเรียนการสอนเพื่อไปทำงานอย่างอื่นนอกโรงเรียนได้ และส่วนกลางก็สามารถดึงครูออกจากห้องเรียนไปอบรมอะไรต่อมิอะไรได้เต็มไปหมด”

          นอกจากนั้น นโยบายการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของฝ่ายการเมือง ทำให้การพัฒนาการศึกษาไทยขาดทั้งทิศทางที่ชัดเจนและความต่อเนื่องในระดับปฏิบัติ ดังนั้น จึงควรมีการบัญญัติกฎหมายควบคุมดังเช่นที่เกาหลีใต้กำหนดไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแกนกลางภายใน 7 ปี ญี่ปุ่นกำหนดมิให้เปลี่ยนแปลงไว้ถึง 10 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปรับใช้กับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรระดับผู้เรียน ก็จะทำให้เกิดความต่อเนื่องและสามารถวัดประเมินผลได้จริง

สถาบันผลิตครู แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีคณะครุศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนกับคุรุสภาประมาณ 80 แห่ง เมื่อนับรวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเข้าไปด้วยจะมีสถาบันผลิตบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 150 แห่ง คิดเป็นจำนวนครูที่ป้อนเข้าสู่ระบบถึงปีละกว่า 50,000 คน หากสถาบันผลิตครูเอาจริงเอาจังด้านคุณภาพและมาตรฐาน และปลูกฝังกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาให้กับบัณฑิต แน่นอนว่าจะเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยได้

          “คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ทั้งประเทศไม่ได้ตระหนักตรงนี้ หลักสูตรฝึกหัดครูไม่ได้ให้เครื่องมือที่จำเป็นและยังเน้นการสอนเนื้อหาอยู่เหมือนเดิม ...ผมไม่เห็นด้วยเรื่องเรียนจบหลักสูตร 5 ปีแล้วทุกคนสามารถได้ใบประกอบวิชาชีพครูทันที ทั้งๆ ที่ทั่วโลกการได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่ได้เกี่ยวกับหลักสูตรเลย แต่ทุกคนต้องผ่านกระบวนการสอบเพื่อวัดคุณภาพอีกครั้ง คนที่จบสาขาอื่นแล้วอยากมาเป็นครูก็มีสิทธิรับการอบรมและสอบเป็นครูได้ บางประเทศในบางสาขาวิชาเขาถึงกับกำหนดว่าถ้าบัณฑิตสอบใบประกอบวิชาชีพได้ไม่ถึง 25% สถาบันนั้นจะต้องถูกยุบ แต่วิชาชีพครูของบ้านเราบางมหาวิทยาลัยอาจสอบไม่ได้เลย แต่ก็ยังอยู่ในสนามได้ เพราะคุณเปิดหลักสูตร 5 ปี เรียกว่ามีคนมาเดินเข้าออกให้ครบ 5 ปีแล้วก็แจกตั๋วไปคนละใบ เพราะฉะนั้นการให้ใบประกอบวิชาชีพครูของไทยจึงไม่ make sense”

          ข้อเสนอต่อประเด็นนี้คือ สถาบันผลิตครูควรจะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน นั่นคือให้สถาบันอุดมศึกษาวางแผนการผลิตครูร่วมกับจังหวัด เพื่อให้จำนวนครูแต่ละสาขาสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และนำเอากระบวนทัศน์ใหม่เข้าไปใช้กับการเรียนการสอนในห้องเรียน พร้อมกันนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรฝึกหัดครูจากเดิมซึ่งการเรียน 4 ปีแรกไม่ได้เน้นภาคปฏิบัติ ให้มีโอกาสร่วมปฏิบัติงานจริงกับครูในโรงเรียนตั้งแต่เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1

          “ถ้าระดมกำลังของสถาบันผลิตครูที่มีอยู่ลงไปที่ชั้นเรียนได้หมด การศึกษาของเราจะไปได้เร็วกว่าประเทศรอบๆ ข้าง ทั้งประเทศเรามีโรงเรียนประมาณสามหมื่นโรง เฉลี่ยแล้วให้แต่ละสถาบันฯ ไปดูแลรับผิดชอบแห่งละ 200 โรง ทำไมจะทำไม่ได้ ผมเชื่อว่าแค่ 5 ปีก็เห็นหน้าเห็นหลังแล้ว เรามีคนที่สามารถเข้าไปช่วยมากมายแต่เราพัฒนาไม่เป็น... ถามว่าท้อไหมที่ไม่ค่อยเห็นการศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง ผมไม่ท้อเพราะรู้ว่าเราทำไม่ถูกทางเฉยๆ แต่ถ้าทำถูกทาง ทุกอย่างจะเปลี่ยน”

อ่านต่อ