- Doitung
ขนาดตัวอักษร :
ก
ก

โพสเมื่อ 01 ม.ค. 2513 07:00:00 โดย

More Updates

เด็กไทยกวาดรางวัล หุ่นยนต์นานาชาติที่ฮ่องกง

วันที่ 22 ก.ค.2561 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) นำนักเรียนไทยพร้อมครูที่ปรึกษา และผู้ควบคุมการแข่งขัน เดินทางไป แข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติในรายการ International Robotic Olympiad 2018 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ฮ่องกง (Hong Kong Science Park) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค.2561 โดยคัดเลือกนักเรียนจากโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในรายการแข่งขันหุ่นยนต์ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 ที่ผ่านมา จำนวน 8 ทีม เป็นตัวแทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันร่วมกับทีมจากมณฑลเหลี่ยวหนิง เซี่ยงไฮ้ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ผลปรากฎว่าประเทศไทย ได้รับรางวัลรายการต่างๆ ดังนี้

  • รร.วัดพราหมณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา (สพป.) นครนายก เขต 2 ชนะเลิศหุ่นยนต์ความคิดสร้างสรรค์ปั่นพลังงานด้วยมือ (Hand Generator Single Motor Appearance Design Competition)
  • รร.บ้านหนองหัววัว สพป.ขอนแก่น เขต 1 ชนะเลิศหุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม A) (Hand Generator Horizontal Bar Climbing Robot Competition) รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม B) และรองชนะเลิศอันดับ 2 หุ่นยนต์ชกมวย (Robot Boxing Competition)
  • รร.สนามบิน สพป.ขอนแก่น เขต 1 ชนะเลิศหุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม A) (Hand Generator Horizontal Bar Climbing Robot Competition) รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ใต่ราว(ทีม B) และรองชนะเลิศอันดับ 3 หุ่นยนต์เตะจุดโทษ (Robot Penalty Shoot-out Competition)
  • รร.แปลงยาวพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการมัธยมศึกษา (สพม.) เขต 6 (ฉะเชิงเทรา) ชนะเลิศหุ่นยนต์ไตรกีฬา (Hand Generator Triathlon Robot Relay Competition) ชนะเลิศหุ่นยนต์ปืนบันได(ทีม A) (Hand Generator Ladder Climbing Robot Competition) และรองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ปืนบันได(ทีม B)
  • รร.บ้านห้วยน้ำเย็น สพป.เชียงราย เขต 2 ชนะเลิศหุ่นยนต์ว่ายน้ำท่าผีเสื้อ (Hand Generator Robot Butterfly Stroke Swimming Competition) และรองชนะเลิศอันดับ 1หุ่นยนต์ม้าวิ่งเร็ววิ่งผลัด (Robot Horse Relay Competition)
  • รร.เมืองกลางประชานุกูล สพม.เขต 28 (ยโสธร) ชนะเลิศหุ่นยนต์สำรวจดาวนพเคราะห์ (Planet Exploration Competition)
  • รร.บ้านน้อยห้วยรินวิทยา สพป.เชียงใหม่ เขต 5 รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์หนอนวิ่งเร็ว (Hand Generator Worm Robot Short Distance Run Competition) และรองชนะเลิศอันดับ 3 หุ่นยนต์หนอนความคิดสร้างสรรค์ (Hand Generator Worm Robot Appearance Design Competition) และ
  • รร.ทุ่งหลวงพลับพลาไชย สพม.27 (ร้อยเอ็ด) รองชนะเลิศอันดับ 1 หุ่นยนต์ลากม้านั่ง(ทีม A) (Hand Generator Robot Sled Race) และรองชนะเลิศอันดับ 2(ทีม B)

น.ส.สิริมา หมอนไหม ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการศึกษา สพฐ. กล่าวถึงผลการแข่งขันว่า เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ สพฐ. เปิดโอกาส เปิดเวทีการแข่งขันให้กับเด็กๆ เพราะนอกจากเด็กเหล่านี้จะได้แสดงศักยภาพในระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศแล้ว ยังได้ออกมาสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ว่าเด็กในวัยเดียวกันซึ่งเป็นเด็กต่างชาตินั้น มีความสามารถและมีศักยภาพอย่างไร เราก็จะมาเรียนรู้ร่วมกัน “สพฐ.ก็มีแผนที่จะพัฒนาต่อยอดศักยภาพของเด็กๆที่มีความสามารถในแต่ละด้าน ซึ่งมีหลายเวทีให้เด็กได้แสดงความสามารถทั้งด้านวิชาการ ทักษะทางวิทยาศาสตร์รวมถึงด้านเทคโนโลยีและด้านอาชีพ ซึ่งการแข่งขันไม่ได้หมายถึงการแพ้ ชนะ หรือต้องมาชนะเพียงอย่างเดียว ก่อนเดินทางมาเราได้จัดการอบรมให้เด็กได้เรียนรู้ร่วมกันในการต่อยอดเรื่องของการนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ พัฒนาเรื่องของเทคนิคต่างๆ เมื่อมาถึงเวทีเขาต้องเรียนรู้ในเรื่องของทักษะชีวิต ไม่ว่าผลจะแพ้หรือชนะ ในส่วนนี้ก็จะเป็นทักษะชีวิตที่ดี ที่เขาจะต้องนำไปใช้ในอนาคต” น.ส.สิริมา กล่าว

 

ขอบคุณที่มาภาพและข่าวจาก สยามรัฐออนไลน์ 22 กรกฎาคม 2561

 

อ่านต่อ
ชี้ไทยต้องมี"สมาร์ทเคน"วัดทักษะด้านดิจิทัล

แมคฟิว่า ชี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมี “สมาร์ทเคน” แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานโลก ย้ำจะช่วยองค์กรสามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน น.ส.รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้นำ SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล” เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาในอนาคต ทั้งนี้ SMARTKEN จะเอื้ออำนวยความสะดวกโดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ สมาร์ทเคน ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด จึงทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัดโดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล และหรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Thailand 4.0 ทั้งหน่วยงานรัฐ และองค์กรธุรกิจต้องการคนพันธุ์ดิจิทัล ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้นทักษะด้านดิจิทัล และการเขียนโปรแกรม ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการทำงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

สำหรับการวิเคราะห์และประเมินผลแบบ เรียล ไทม์ ( Real – Time) โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ จากข้อสอบผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API), ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG), ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER), ทักษะการออกแบบ UX/UI, ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE) , ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES) และ ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อเป็นการสร้างและยกระดับมาตรฐานทักษะด้านดิจิทัลของประเทศไทย ( Thailand Digital Workforce) โดยการใช้ “สมาร์ทเคน”เป็นเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ หรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา” น.ส.รัชชต กล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.16 น.
 

อ่านต่อ
อย.แจง หน้ากากN95 มีทั้งเครื่องมือแพทย์ต้องควบคุมและไม่ใช่

อย.แจง หน้ากากN95 มีทั้งเครื่องมือแพทย์ต้องควบคุมและไม่ใช่

หน้ากากN95  /  เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยกรณีมีผู้นำหน้ากากN95 จากต่างประเทศ

หรือนำติดตัวเข้ามาในประเทศ เพื่อบรรเทาความต้องการใช้ในเบื้องต้น แต่เกิดกระแสความสับสน ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ และต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนนำเข้าว่า หน้ากากชนิด N 95 มีทั้งชนิดหน้ากากที่เป็นเครื่องมือแพทย์ และไม่เป็นเครื่องมือแพทย์

ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก โดยประชาชนหรือผู้นำเข้าสามารถพิจารณาได้เอง จากฉลากหรือเอกสารกำกับของสินค้า หากบนฉลากหรือเอกสารกำกับสินค้ามีการระบุว่า สามารถป้องกัน หรือลดการสูดดม หรือได้รับเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อราชนิดใด ๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์การใช้งานทางการแพทย์ จะเข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของ อย.

เนื่องจากต้องมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการกรองเชื้อโรค ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อออกไป กรณีต้องการนำเข้ามาขายจะต้องดำเนินการขอหนังสือประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จาก อย. ก่อนจึงจะทำการนำเข้าได้

แต่กรณีนำเข้ามาใช้ส่วนตัว สามารถผ่อนผันการนำเข้า ณ ด่านอาหารและยาที่ต้องการนำเข้าได้เลย

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า กรณีที่หน้ากากนั้นไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ใดๆ แต่ระบุให้ใช้เพื่อป้องกันฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หมอก ควัน จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางอุตสาหกรรม ไม่จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ การนำเข้ามาในประเทศต้องทำตามกฎหมายของกรมศุลกากร

ในกรณีที่ประชาชน หรือผู้นำเข้าต้องการสั่งหรือนำเข้าหน้ากาก N 95 มาเพื่อกันฝุ่น PM 2.5 ควรใช้หน้ากากที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันฝุ่นละออง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของศุลกากร ไม่ควรใช้หน้ากากที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและมีราคาแพง ซึ่งปกติผลิตภัณฑ์นี้มักใช้ในห้องผ่าตัดหรืองานวิจัยทางการแพทย์เท่านั้น

“ส่วนประชาชนที่ซื้อหน้ากาก N 95 จากต่างประเทศและนำติดตัวเข้ามา โดยมากมักเป็นชนิดกันฝุ่นละออง เนื่องจากในต่างประเทศจะหาซื้อได้ทั่วไป แต่ชนิดที่ใช้ทางการแพทย์จะมีขายเฉพาะในสถานพยาบาล ทั้งนี้ อย. ได้ร่วมกับทางกรมศุลกากรลดขั้นตอนดำเนินการ จะแจ้งรายชื่อของผู้ประกอบการและรุ่นของหน้ากาก N 95 และหน้ากากที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ส่งให้แก่กรมศุลกากร และหน่วยงานที่นำเข้า เช่น DHL FEDEX รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป” นพ.ธเรศ กล่าว

อ่านต่อ
ฮ่องกงปฏิรูปการศึกษา พลิกโฉมการอ่านการเรียนรู้ สู่มหานครดิจิทัล

เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เริ่มวางยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งได้มีการทบทวน สรุปบทเรียน และปรับปรุงใหม่ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในชื่อ Digital 21 Strategy มีเป้าหมายว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นมหานครดิจิทัลที่ไฮเทคที่สุดในโลก เนื้อหาของยุทธศาสตร์คำนึงถึงการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ครอบคลุมทั่วเกาะฮ่องกงในราคาที่เป็นธรรมและทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สร้างศูนย์รวมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยและย่านธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งประกอบด้วยบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลจากทั่วโลก รวมทั้งการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) สำหรับบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

          วิทยาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นได้ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาไปพร้อมกัน เมื่อ 15 ปีก่อน ห้องเรียนในฮ่องกงมีหน้าตาไม่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในโลก เด็กๆ ถูกจัดให้นั่งเรียนเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ การเรียนการสอนมีครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher Centric Teaching) เรียกกันว่าเป็นยุคการศึกษาแบบ 1.0 เหมาะสำหรับสังคมอุตสาหกรรมซึ่งต้องการแรงงานที่มีความรู้และทักษะมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2006 การศึกษาของฮ่องกงเริ่มเปลี่ยนเป็นยุค 2.0 กลายเป็นการเรียนที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centric Learning) เป็นไปเพื่อการเรียนรู้สำหรับเจนเนอเรชั่นวายโดยเฉพาะ มีทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มโดยประยุกต์ใช้สื่อเทคโนโลยี และนับตั้งแต่ปี 2011 การศึกษาฮ่องกงได้เข้าสู่ยุค 3.0 เดินหน้าปฏิรูปการสอนให้เป็นห้องเรียนแบบกลับด้าน (Flipped Classroom) เต็มไปด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่มีสีสัน และสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นนักสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยใช้สื่อดิจิทัลที่ทันสมัย

 สถิติเมื่อปี 2014 ระบุว่า ประชากรฮ่องกงมีสัดส่วนการใช้อุปกรณ์โมบายไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน ไอแพด หรือแท็บเล็ตเพิ่มขึ้น 238% คือมีผู้ใช้งานประมาณ 80-90% ของประชากรทั้งหมด (ไม่รวมเด็กและผู้สูงอายุ) มีการวิเคราะห์ว่าในอนาคตอันใกล้อุปกรณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นของใช้ที่จำเป็นประจำตัวทุกคน (BYOD - Bring Your Own Device) ซึ่งทำให้สามารถทำงานหรือค้นคว้าหาความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อวิถีชีวิตสมัยใหม่บรรจบกับยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลที่รัฐบาลได้วางไว้ ก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิต ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานในการผลักดันให้ฮ่องกงกำลังจะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการปฏิรูปการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21

          ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา รัฐบาลได้ลงนามความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคมนับร้อยภาคี เพื่อวาง 4 เสาหลักที่จะช่วยกันขับเคลื่อนด้านการศึกษายุคดิจิทัล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้แนวคิดการศึกษาเพื่อคนทุกคน ด้วยการมุ่งสู่ BYOD ในห้องเรียน สามารถเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่ 
          1. ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีการตั้งเป้าหมายว่าทุกโรงเรียนจะต้องมี wi-fi ที่ครูและนักเรียนสามารถใช้ค้นหาและดาวน์โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีระบบ cloud ที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูล พร้อมกันนั้นก็ได้เริ่มโครงการแจกอุปกรณ์โมบาย  1 คน 1 เครื่อง ให้กับนักเรียนบางระดับชั้น ขณะที่บางแห่งทดลองให้นักเรียน 2-3 คนใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ทั้งนี้ในปี 2015 คาดว่าโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารจะครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
          2. ด้านเนื้อหาสาระ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพิมพ์จำนวน 44 แห่ง ในการผลิตเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพสำหรับการเรียนรู้และการเรียนการสอน
          3. พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ชาวฮ่องกงค่อนข้างทุ่มเทกำลังทรัพย์ในการหาซื้อหนังสือและอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูก และเปิดกว้างที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ มีโครงการ Growth Hong Kong และ Parent Academy ซึ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสื่อสารและให้ความรู้กับผู้ปกครองในการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการของลูก
          4. ครูและนักการศึกษา ที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนให้เป็น Flipped Classroom

รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ Hong Kong Education City ซึ่งคล้ายกับเป็นตลาดรวมข้อมูล ทรัพยากรการเรียนรู้ และชุมชนออนไลน์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียนมีเครื่องมือที่สะดวกต่อการนำมาใช้ในการสอนหรือเรียนรู้ด้วยตนเองในยุคการศึกษา 3.0 ประกอบด้วยโครงการย่อยและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ

  • EdV แพลตฟอร์มคลิปวิดีโอที่ช่วยให้ครูและนักเรียนเป็นผู้สร้างและแบ่งปันสิ่งที่ได้สอนหรือได้เรียนรู้สู่สาธารณะผ่านรายการ HKedCity EdV Channel ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาต่างๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา และการศึกษาทั่วไป
  • Online Question Bank (OQB) แพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อการประเมินผลนักเรียนเป็นรายบุคคล ครูและนักเรียนสามารถติดตามพัฒนาการของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้เด็กสามารถกำกับตนเองในการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
  • EdBookShelf ศูนย์รวมทรัพยากรการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ที่ครูและผู้ปกครองสามารถเลือกหาได้อย่างหลากหลายตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอีบุ๊ค แอพพลิเคชั่น มัลติมีเดีย ภาพสามมิติ ฯลฯ ฐานข้อมูลนี้จะเชื่อมโยงกับEdMall ซึ่งเป็นร้านออนไลน์จำหน่ายสื่อการเรียนรู้และบริการทางการศึกษาโดยผู้ประกอบการจำนวนมาก
  • English Camp e-learning เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การเรียนรู้จากคลิปข่าวขนาดสั้น กิจกรรมวิเคราะห์ข่าวเพื่อพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์และสร้างความตระหนักในประเด็นทางสังคม คลิปวิดีโอสอนเรื่องการออกเสียง และโปรแกรมซึ่งสามารถอัดและให้คะแนนการออกเสียงได้
  • Chinese Resource สื่อการเรียนรู้ภาษาจีนด้วยตนเองสำหรับเด็กประถมและมัธยม มุ่งเน้นการเรียนรู้ 6 ด้าน คือ การอ่าน การเขียน การฟังและการพูด วรรณกรรม วัฒนธรรมจีน และคุณธรรมศึกษา
  • Small Campus สื่อการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน ออกแบบมาเพื่อเด็กชั้นประถมโดยเฉพาะ สามารถใช้เรียนรู้ประกอบวิชาภาษาจีน ภาษาอังกฤษ  คณิตศาสตร์ และการศึกษาทั่วไป หลายเกมเป็นการจำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลี้ยงสัตว์ การซื้อของ การฝากเงินและดอกเบี้ย การบริหารจัดการเงิน ฯลฯ

ฮ่องกงยังได้ดำเนินโครงการ Pilot Scheme on e-learning มาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน ในโรงเรียนนำร่อง 66 แห่ง รวม 21 โครงการย่อย เพื่อวิจัยและพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนแบบ Flipped Classroom อาทิ e-learning การเรียนการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถกำกับตนเองได้ โดยการวัดและประเมินผลที่ไม่เน้นการทำข้อสอบแต่เน้นวัดพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งยังมุ่งที่จะพัฒนาสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์และบุคลากรทางการศึกษาที่มีแนวคิดและทักษะการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ ข้อคิดที่สำคัญจากการปฏิรูปการสอนยุค 3.0 ของฮ่องกงก็คือ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือครูและนักการศึกษาที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนทัศนคติ พยายามที่จะเรียนรู้และลงมือทำในสิ่งใหม่เพื่อให้เกิดผลทางการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น

           ผลการวิจัย Progress in International Reading Literacy Study (PIRLS) 2011 ระบุว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเรียนรู้ด้านการอ่านเขียนจากครอบครัว (family literacy) ต่ำที่สุดในโลก คือมีพ่อแม่เพียง 12% ที่ส่งเสริมลูกในวัยก่อนเข้าโรงเรียนให้อ่านหนังสือ เล่านิทานหรือร้องเพลงกล่อม ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 37% อีกทั้งนักเรียนฮ่องกงยังมีคะแนนด้านแรงจูงใจ ความสนใจและมั่นใจในการอ่านการเรียนรู้ อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้นนอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ฮ่องกงยังจำเป็นต้องทุ่มเทกับงานด้านส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้วยเหตุนี้เองในปี 2015 ฮ่องกงจึงเริ่มปรับการออกแบบห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องไปกับการศึกษายุค 3.0 โดยที่ก่อนหน้านี้ก็ได้ริเริ่มโครงการ Hong Kong Reading City ที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการแบ่งปันความรู้ หวังที่จะวางรากฐานให้เยาวชนรุ่นใหม่มีแรงจูงใจในการเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวอย่างทรัพยากรการเรียนรู้และกิจกรรมในโครงการ เช่น

  • แพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งบรรจุเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายจากสำนักพิมพ์ที่เป็นภาคี เนื้อหาในเว็บไซต์ เช่น นักเขียนออนไลน์ โซฟาการอ่าน รีดดิ้งโฟกัส ฯลฯ
  • กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น ยุวทูตนักอ่าน ให้นักเรียนที่มีทักษะการอ่านที่ดีได้ชักชวนเพื่อนให้เห็นประโยชน์และอ่านหนังสือด้วยกัน บอร์ดนักอ่าน เป็นการแบ่งปันความคิดจากสิ่งที่ได้อ่านเผยแพร่ลงบนกระดานขนาดใหญ่ในโรงเรียนเพื่อให้เพื่อนๆ เห็นได้สะดวก และ บันทึกนักอ่าน เป็นโปรแกรมออนไลน์ที่ให้นักเรียนได้บันทึกความก้าวหน้าของการอ่านอย่างเป็นระบบ และครูสามารถติดตามความสามารถและนิสัยการอ่านของนักเรียนได้
  • การคัดเลือก 10 หนังสือดีประจำปี ไม่ใช่การทำรายชื่อ “หนังสือควรอ่าน” ตามทัศนะของผู้ใหญ่ แต่ให้นักเรียนเป็นผู้โหวตรายชื่อหนังสือและนักเขียนที่พวกเขาชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นคุณภาพของนักเขียนและสำนักพิมพ์แล้ว ยังสามารถสะท้อนปรากฏการณ์การอ่านของเยาวชนในสังคมด้วย

แหล่งข้อมูล

เอกสารการบรรยาย เรื่อง Going BYOD – What the World Can Learn from Hong Kong โดย Mr. Erwin Huang ในการประชุมวิชาการ Worlddidac Asia 2015 วันที่ 18 มีนาคม 2558

เอกสารเรื่อง Digital 21 Strategy โดย Commerce, Industry and Technology Bureau, Hong Kong, 2006.

เว็บไซต์ https://www.hkedcity.net/

อ่านต่อ